แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ KPI แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ KPI แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การใช้ excel : เทคนิคการคำนวณค่าเฉลี่ย KPI

การใช้ excel ในบทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการหาค่าเฉลี่ยข้อมูล ในปัจจุบันการประเมินผลงานด้วย KPI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในองค์กรต่างๆไม่ว่าจะของรัฐ ของเอกชน หากท่านได้รับมอบหมายให้ทำการหาค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของ KPI ใน 5 อันดับสูงสุด จาก KPI ของคนเป็นร้อยๆคน จะทำอย่างไร วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ excel คือใช้คำสั่งเรียงลำดับข้อมูลตามผลของ KPI จากนั้นก็ใช้สูตร excel : average และเลือกข้อมูล KPI 5 อันดับแรก ก็จะได้ค่าเฉลี่ยค่า KPI  5 อันดับสูงสุดแล้ว แต่ลองพิจารณาดูให้ดี หากมีหัวข้อ KPI ที่ต้องประเมินมากๆ และท่านผู้บริหารต้องการค่าเฉลี่ย KPI ใน 5 อันดับสูงสุดของ KPI แต่ละตัว การทำวิธีการนี้คงยุ่งยากพอควร เรามาดูวิธีการประยุกต์สูตร Excel เพื่อแก้ปัญหานี้กันครับ
เราจะใช้สูตร excel : LARGE() เข้ามาช่วยสูตร excel : AVERAGE() 
แนวคิดคือเราจะใช้ สูตร excel : LARGE() ในการค้นหาค่ามากสุด 5 ลำดับแรก และให้ส่งกลับทั้ง 5 ค่ามาที่สูตร excel : AVERAGE() เพื่อหาค่าเฉลี่ยต่อไป
สมุติมีข้อมูล KPI อยู่ 10 ตัว วางอยู่ในหลัก A ดังรูป เราสามารถเขียนสูตร excel ได้ดังนี้
= AVERAGE(LARGE(A1:A10,{1,2,3,4,5}))


ผลการคำนวณค่าเฉลี่ย KPI ที่มีค่าสูงสุด 5 ลำดับแรก

จากสูตรนี้เราก็สามารถนำไปใช้คำนวณค่าเฉลี่ย KPI ตัวอื่นๆได้อย่างรวดเร็วครับ
ก่อนจบบทความนี้มีคำถามเพิ่มเติมก่อนจะมาเฉลยต่อไปว่า หากเราจะทำให้สูตรหาค่าเฉลี่ย KPI ตัวนี้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เช่น หากข้อมูล KPI มีเพิ่มขึ้นหรือลดลงจาก 10 ค่า, หากต้องการหาค่าเฉลี่ย KPI ที่มีค่าสูงสุด n ลำดับแรก หรือหากต้องการหาค่าเฉลี่ย KPI ที่มีค่าน้อยสุด n ลำดับแรก  เราจะต้องปรับสูตร excel อย่างไร แนะนำให้ไปดู การสร้างรายการแบบไดนามิค 
ท่านสามารถนำเทคนิคนี้ไปประยุกต์กับการหาค่าเฉลี่ยของข้อมูลอื่นๆได้อีกครับ สวัสดีครับ

มาดูเพิ่มเติมจากคำถามเรื่องการปรับสูตรให้ยืดหยุ่นกันต่อครับ วันนี้มาตอบคำถาม 2 เรื่อง
เรื่องแรก หากข้อมูล KPI มีเพิ่มขึ้นหรือลดลงจาก 10 ค่า เราจะใช้การสร้างรายการแบบไดนามิคในส่วนของช่วงข้อมูล จะได้สูตร excel ดังนี้

AVERAGE(LARGE(OFFSET(A:A,0,0,COUNT(A:A),1),{1,2,3,4,5}))

และหากต้องการหาค่าเฉลี่ย KPI ที่มีค่าน้อยสุด 5 ลำดับแรก เราจะใช้ สูตร excel: SMALL แทน LARGE 

AVERAGE(SMALL(OFFSET(A:A,0,0,COUNT(A:A),1),{1,2,3,4,5}))

พิจารณาจากสูตร excel ท่านจะพบว่ามีความยาวพอสมควร ท่านผู้อ่านสามารถใช้วิธีการสร้าง ตัวแปรแบบไดนามิค และนำเข้ามาใช้ในสูตร excel ดังกล่าวได้ (แทนที่ OFFSET(A:A,0,0,COUNT(A:A),1) ด้วยตัวแปรไดนามิค)


ผลจากการปรับสูตร excel ให้ยืดหยุ่นขึ้น

คำถามเพิ่มเติม หากข้อมูลมีน้อยกว่า 5 เราจะปรับสูตร excel อย่างไร สวัสดีครับ






วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

TPM: 8 เสาหลัก IC , EA (จบ)

ขอนำเสนอ 2 เสาหลักต่อไปของ TPM ครับ มาดูกันเลย

1. เสา Initial Control Pillar(IC) เป็นเสาด้านการออกแบบและควบคุมกระบวนการผลิตและสินค้า

KPI ของการทำ TPM เสา CI มีดังนี้

  1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ดีขึ้น
  2. ออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือให้ใช้งานได้เร็วขึ้น
  3. ผลิตภัณฑ์ใหม่และเครื่องจักรใหม่ต้องบำรุงรักษาได้ง่าย

ผู้รับผิดชอบการทำ TPM เสานี้ คือ

  1. ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา
  2. วิศวกรการผลิต
  3. วิศวกรซ่อมบำรุง

บทบาทและหน้าที่ของเสา SE

  1. ตั้งเป้าหมายการออกแบบและพัฒนา
  2. ออกแบบโดยการคำนึงถึงเครื่องจักรที่ต้องมีลักษณะ
    1. ทำการผลิตได้ง่าย
    2. คุณภาพคงที่
    3. ใช้ง่าย
    4. บำรุงรักษาได้ง่าย
    5. มีความน่าเชื่อถือ
  3. ศึกษาค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของเครื่อง
  4. ทบทวนแบบของผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรอยู่เสมอ

2. เสา Effective Administration Pillar(EA) เป็นเสาบริหารจัดการด้านข่าวสารข้อมูลและความเปผ็นระเบียบในสถานที่ทำงาน

KPI ของการทำ TPM เสา EA มีดังนี้

  1. ความสูญเสียที่เกิดจากการประสานงานระหว่างฝ่าย
  2. ประสิทธิภาพการบริการด้านธุรการ

ผู้รับผิดชอบการทำ TPM เสานี้คือ

  1. ผู้จัดการและพนักงานในฝ่ายขายและฝ่ายบริหาร

บทบาทและหน้าที่ของเสา QM

  1. ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
  2. พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
  3. จัดทำเป็นมาตรฐาน
  4. ปรับทัศนคติว่า “ต้องทำทุกอย่างที่ฝ่ายผลิตต้องการ”
  5. ปรับปรุงเฉพาะเรื่อง
    1. ลดเวลางานด้านบัญชี
    2. ปรับปรุงระบบการจัดส่ง
    3. ปรับปรุงระบบการจัดซื้อและจัดจ้าง

แปดเสาหลักอื่นๆ

  1. Education & Training Pillar (ET)
  2. Autonomous Maintenance Pillar (AM)
  3. Planned Maintenace Pillar(PM)
  4. Specific Improvement (SI)
  5. Safety and Enveronment Pillar (SE)
  6. Quality Maintanance Pillar(QM)

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

TPM : 8 เสาหลัก –QM , SE

ขอนำเสนอ 2 เสาหลักต่อไปของ TPM ครับ มาดูกันเลย

1. เสา Safety and Enveronment Pillar (SE) เป็นเสาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย

KPI ของการทำ TPM เสา SE มีดังนี้

  1. อุบัติเหตุเป็นศูนย์
  2. พัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานและความปลอดภัยในโรงงาน

ผู้รับผิดชอบการทำ TPM เสานี้ คือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและคณะกรรมการมาตรฐานแรงงาน

บทบาทและหน้าที่ของเสา SE

  1. เก็บข้อมูลและจัดทำสถิติอุบัติเหตุ
  2. วิเคราะห์การปฏิบัติงานเพื่อหาขั้นตอนที่อาจเกดอันตราย
  3. ขจัดมลภาวะในสถานที่ทำงาน
  4. วัดอัตราอนุรักษ์พลังงาน
  5. ส่งเสริมพนักงานให้มีสุขภาพดีด้วยกิจกรรมต่างๆ
  6. สร้างบรรยากาศที่น่าทำงาน

2. เสา Quality Maintanance Pillar(QM) เป็นเสาควบคุมด้านคุณภาพของการผลิตสินค้า

KPI ของการทำ TPM เสา QM มีดังนี้

  1. เครื่องจักรต้องไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดของเสียหรือการผลิตของเสียเป็นศูนย์

ผู้รับผิดชอบการทำ TPM เสานี้คือ ผู้จัดการฝ่ายประกันคุณภาพ วิศวกรฝ่ายผลิต และหัวหน้าสายการผลิต

บทบาทและหน้าที่ของเสา QM

  1. ทบทวนมาตรฐานคุณภาพและข้อกำหนดทางเทคนิคที่ทำไว้กับลูกค้า
  2. ประกันคุณภาพทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิต
  3. หาสาเหตุที่ทำให้คุณภาพเกิดความผิดปกติ
  4. จัดทำมาตรฐานการตรวจสอบในจุดต่างๆของเครื่องที่มีผลต่อคุณภาพ

แปดเสาหลักอื่นๆ

  1. Education & Training Pillar (ET)
  2. Autonomous Maintenance Pillar (AM)
  3. Planned Maintenace Pillar(PM)
  4. Specific Improvement (SI)
  5. Effective Administration Pillar(EA)
  6. Initial Control Pillar(IC)

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ TPM Total Productive Maintenance โดย ธานี อ่วมอ้อ ครับ

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

TPM คืออะไร

Total Productive Maintenance หรือ TPM คืออะไร

ในภาคส่วนการผลิต

TPM คือระบบการบำรุงรักษาที่จะทำให้เครื่องจักรอุปกรณ์เกิดประโยชน์สูงสุด

TPM คือ การประยุกต์ใช้ PM เพื่อให้สามารถใช้เครื่องจักรได้ตลอดอายุการใช้งาน

TPM คือ ระบบการบำรุงรักษาของทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเครื่องจักรอุปกรณ์ ได้แก่ผู้วางแผนการผลิต ผู้ใช้เครื่อง และฝ่ายซ่อมบำรุง

TPM คือ ระบบการบำรุงรักษาที่อยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงผู้ใช้เครื่อง

TPM คือการทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำ PM ในลักษณะเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม

TPM แท้จริงแล้วมิใช่เครื่องมือในการบำรุงรักษา แต่ TPM เป็นปรัชญาในการบริหารการผลิตที่เน้นเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องในแนวคิดปละความสำคัญที่แท้จริงของ TPM เพื่อไปสู่ความสำเร็จในการทำ TPM

หากท่านผู้อ่านเคยเรียนรู้ TQM จะพบว่า การทำ TPM เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำ TQM โดยกิจกรรมต่างๆในการทำ TPM จะดำเนินการผ่านกิจกรรมทั้งหมด 8 ส่วน ซึ่งจะนิยมเรียกกันว่า 8 เสาหลักของ TPM จะมีอะไรบ้าง มีลำดับในการทำก่อนหลังหรือไม่ KPIs ที่นิยมใช้วัดความสำเร็จของกิจกรรมทั้ง 8 เสาหลักนอกจากค่า OEE MTBF MTTR แล้วมีอะไรอีกบ้าง บทความต่อไปผมจะรวบรวม ตัวอย่าง kpi มาเสนอท่านผู้อ่านครับ

ปล. ข้อมูลบางส่วนของบทความนี้นำมาจาก หนังสือ TPM Total Productive Maintenance เขียนโดย ธานี อ่วมอ้อ สำนักพิมพ์ ซีเอ็ด ก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

หัวข้อ TPM ที่เกี่ยวข้อง

แนวคิด TPM ในสำนักงาน

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : ค่า OEE

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้ผมขอนำเสนอค่า OEE ที่กล่าวได้ว่าอยู่ในระดับ World class เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปเปรียบเทียบกับค่า oee ซึ่งคำนวณได้จริงของโรงงานท่าน จากที่ได้นำเสนอการคำนวณค่า oee ไปแล้วในบทความที่ผ่านมา ซึ่งท่านผู้อ่านก็ได้ทราบไปแล้วว่าค่า oee จะประกอบไปด้วยความพร้อมในการผลิต 3 ด้านคือ ความพร้อมด้านเครื่องจักร(Availability Rate) ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) คุณภาพของสินค้า (Quality Rate) โดยกล่าวได้ว่า ค่า oee ในระดับ word class จะมีเปอร์เซนต์ความพร้อมทั้งสามด้านดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงองค์ประกอบของค่า oee ในระดับ world class

OEE Factor

world class

Availability Rate

90.0 %

Performance Rate

95.0 %

Quality Rate

99.9 %

Overall OEE

85.0 %

จากตารางที่นำเสนอไปจะช่วยตรวจสอบการวัดค่าและการเก็บข้อมูลสำหรับคำนวณ kpi ที่เป็นองค์ประกอบของค่า oee ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมนะครับ ค่า oee ที่คำนวณได้ไม่น่าจะเกิน 85.0 % นะครับ หากท่านคำนวณแล้วได้ oee มากกว่า 85.0 % ให้หยุดคิดซักนิดและกลับไปทบทวนดูนะครับ เพราะท่านจะเห็นว่าการดำเนินกิจกรรมคุณภาพเพื่อให้ได้ค่า Quality Rate สูงถึง 99.9 % คงไม่ใช่เรื่องง่ายใช่หรือไม่ครับ ดังนั้นหากใครกล่าวว่า โรงงานสามารถดำเนินการผลิตโดยค่า oee มากกว่าหรือเท่ากับ 85.0 % ขอให้ช่วยสะกิดท่านผู้นั้นเบาๆและช่วยแนะนำการคำนวณค่า kpi ที่ถูกต้องดังที่ผมนำเสนอในตัวอย่าง kpi ที่กล่าวมาแล้ว การดำเนินการเพื่อให้ค่า oee ของกระบวนการผลิตหรือของโรงงานนั้นๆสูงขึ้นนั้น ในปัจจุบันได้ใช้หลักของ TPM เข้ามาบริหารจัดการครับอยากทราบว่าทำอย่างไรรอติดตามในบทความต่อๆไปนะครับ สวัสดีครับ

ตัวอย่าง kpi การผลิต

  1. oee
  2. Availability Rate
  3. Performance Rate
  4. Quality Rate

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

KPIs คืออะไร

KPIs คืออะไร หลายท่านที่ติดตามบทความของ blog นี้ คงได้อ่านบทความเกี่ยวกับตัวอย่าง KPIs การวัด KPIs ระบบการประเมินผล KPIs มาบ้างแล้ว บทความนี้ผมจึงขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านรู้จัก KPIs กันว่า KPIs คืออะไร ท่านที่ทราบแล้วก็คงไม่ว่ากันนะครับ

ความหมายของ KPIs

KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานหลักที่แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของภาระกิจนั้นๆประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

มาดูว่า KPIs แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

1 KPIs ตามหน้าที่งาน(Job KPIs)

หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการปฏิบัติงานเทียบกับผลที่องค์กรคาดหวังจากตำแหน่งงานนั้นๆ ถ้าลักษณะงานไม่เปลี่ยน KPIs จะเป็นตัวเดิม KPIs ตำแหน่งงานเดียวกันในองค์กรต่างๆจะไม่แตกต่างกัน

2 KPIs เชิงกลยุทธ์(Strategic KPIs)

หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์หรือวัตถุประสงค์กลยุทธ์ ซึ่ง KPIs นี้มีการเปลี่ยนแปลงตามกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่ง KPIs ออกได้อีก 2 กลุ่มดังนี้

1 Laging indicator

หมายถึงกลุ่ม KPIs ที่เป็นค่าวัดผลรวมสรุป ซึ่งจะได้ค่าหลังจากงานนั้นสำเร็จไปแล้ว เช่น จำนวนสินค้าที่ผลิตได้ Quality Rate ,OEE Performance Rate , Availability Rate เป็นต้น หรือหากพิจารณากิจกรรมการลดน้ำหนัก จะนิยมใช้ค่า BMI เป็น KPI ของการลดน้ำหนัก

2 Lead indicator

หมายถึงกลุ่ม KPIs ที่เป็นค่าวัดผลแล้วแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคต เช่น จำนวนสินค้าที่ผลิตต่อชั่วโมง จำนวนของเสียที่เกิดขึ้นสูงสุดต่อหนึ่งชั่วโมงเป็นต้น

ความถี่ในการวัด KPIs

ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ KPIs ที่ต้องการวัด แต่ KPIs ในกลุ่ม Lead indicator อาจต้องวัดเป็นรายชั่วโมงก็เป็นได้ เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาได้อย่างทันเวลา

ความยุ่งยากของระบบ KPIs คือ การเลือก KPIs ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาระกิจของตำแหน่งงานหรือขององค์กรนั้น และท้ายสุดสิ่งที่สำคัญก็คือการวัดผล KPIs เหล่านั้นและการประเมินผล KPIs ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เอาหล่ะครับก็อธิบายพอสมควรหวังว่าท่านผู้อ่านจะพอรู้จักบ้างแล้วนะครับว่า KPIs คืออะไร

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Performance Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้ขอนำเสนอ องค์ประกอบที่สามของการคำนวณค่า OEE นั่นคือ ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) จุดประสงค์ในการวัด kpi ตัวนี้ก็เพื่อ วัดความเร็วในการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพของเครื่องจักรและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ความเร็วในการผลิตสินค้าบางครั้งไม่สามารถคำนวณได้โดยตรง เนื่องจากมีความสูญเสียที่ไม่สามารถจับเวลาได้ แต่ก็ทำให้เครื่องจักรเสียกำลัง เช่น ไฟตก เครื่องเดินไม่เรียบเครื่องสะดุดหรือหยุดเล็กน้อย เป็นต้น เวลามาตรฐานในการทำงานต่อชิ้นสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาในการคำนวณได้ เพราะหากทราบเวลามาตรฐาน ก็จะทราบว่าตามเวลาเดินเครื่องควรจะผลิตงานได้กี่ชิ้นและในความเป็นจริงผลิตได้กี่ชิ้น

ข้อมูลการวัด kpi

  1. Theoritical Cycle Time คือเวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้า 1 หน่วย (นาทีต่อชิ้น)
  2. Actual Output คือจำนวสินค้าที่ผลิตได้
  3. Operation Time = Loading Time - Downtime

สูตรการคำนวณ kpi

clip_image002

หน่วยวัด kpi : %

การรายงานผล kpi ควรรายงานเป็นรายสัปดาห์เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

จบจากตัวอย่าง kpi นี้แล้ว บทความต่อไปผมจะนำเสนอ kpi template ในรูปแบบของสูตร excel เพื่อใช้บันทึกและคำนวณค่า OEE ต่อไปครับ สวัสดีครับ

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. OEE
  2. Quality Rate
  3. Availability Rate

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Availability Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิต ที่จะนำเสนอในบทความนี้เป็นองค์ประกอบที่ 2 ที่ใช้ในการวัด kpi ของค่า OEE หลังจากได้กล่าวถึง Quality Rate ไปแล้วในบทความที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวชี้วัดในด้านคุณภาพของสินค้า ตอนนี้มาพิจารณาความพร้อมใช้ของเครื่องจักรหรือของกระบวนการผลิตกันครับ kpi ตัวที่ใช้วัดคือ ความพร้อมของเครื่องจักร(Availability Rate) ซึ่งใช้วัดความพร้อมของเครื่องจักรที่สามารถผลิตสินค้าได้จริง โดยนำเวลาที่ใช้ในการผลิต (Loading time) หักออกจากเวลาสูญเสียทั้งหมดออกไป มาดูกันครับว่าเราต้องใช้ข้อมูลดิบอะไรบ้าง

  1. Working Time คือเวลาทำงานทั้งหมดของเครื่องจักรที่กำหนดตามแผน
  2. Planned Halt Time คือเวลาที่เครื่องจักรหยุดโดยมีการกำหนดเอาไว้ เช่น การประชุมประจำก่อนเริ่มงาน การกำหนดหยุดซ่อมเครื่องจักร(การ PM เครื่องจักร) เป็นต้น
  3. Down Time คือ เวลาที่สูญเสียไปเนื่องจักรเครื่องจักรไม่สามารถทำงานหรือผลิตสินค้าได้
  4. Loading Time = Working Time - Planned Halt Time

สูตรคำนวณ kpi

clip_image002[5]

หน่วยวัด kpi : %

การรายงานผลการวัด kpi

ควรรายงานการวัด kpi เป็นรายสัปดาห์เพื่อให้สามารถติดตามการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจแยกเป็นเครื่องจักร หรือเป็นกระบวนการผลิต หรือรวมเป็นแต่ละโรงงาน

ข้อสังเกต

เนื่องจากการคำนวณ Availability Rate เกี่ยวข้องกับเวลาในการผลิต ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเวลาในการผลิตเพื่อให้นำไปคำนวณ kpi ได้อย่างถูกต้องรวมถึง ตัวอย่าง kpi อื่นๆที่จะกล่าวต่อไป โดยเวลาที่กล่าวถึงในการผลิตมีดังนี้

  1. Total Time คือเวลาเป็นนาทีในหนึ่งสัปดาห์ (กรณีเป็นการวัด kpi รายสัปดาห์) มีค่าเท่ากับ 7*24*60 = 10,080 นาที ต่อสัปดาห์/เครื่อง
  2. Available Time = Total Time – Unavailable Time เมื่อ Unavailable Time คือวันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดประจำปีที่ตรงกับสัปดาห์นั้นๆ หน่วยเป็น นาที
  3. Used Time = Available Time - Available Unsed Time เมื่อ Available Unsed Time คือเวลาที่เครื่องพร้อมผลิตแต่ไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากไม่มีแผนผลิตหรือการสั่งซื้อ
  4. Operation Time = Used Time - Planned Halt Time เมื่อ Planned Halt Time คือ เวลาที่จงใจวางแผนไม่ผลิตสินค้าเช่น เวลาในการวางแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักร เวลาในการประชุมประจำวันก่อนเริ่มงานเป็นต้น
  5. Production Time = Operation Time - Routine Operation Time เมื่อ Routine Operation Time คือเวลาที่ต้องหยุดเครื่องจักรเป็นประจำ เช่น Cleaning , Start up, Adjustment , Shut down,Change over
  6. Effective Time = Production Time – Unexpect Stoppage เมื่อ Unexpect Stoppage คือเวลาที่หยุดโดยไม่คาดคิด เช่น เครื่องจักรเสีย วัตถุดิบหมดกระทันหัน ไฟดับ นำไม่ไหล คนงานมีจำนวนไม่พอ เป็นต้น

จากนิยามของเวลาในการผลิตจะพบว่า หากเราสามารถลด Unexpect Stoppage หรือ Down Time และ Planned Halt Time ลงได้ จะทำให้เครื่องจักรมีความพร้อมที่จะผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงได้ในรูปของ Availability Rate สิ่งที่ควรระวังในการคำนวณ Availability Rate คือการนิยาม Down Time และ Planned Halt Time ให้ชัดเจนเพื่อความถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการคำนวณหา Availability Rate อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ค่า MTTR และ MTBF ช่วยคำนวณ

เอาหล่ะครับ บทความนี้ผมก็ได้นำเสนอ ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิตที่บ่งชี้ด้านสุขภาพของเครื่องจักรในการผลิตของเราไปแล้วนะครับ ในบทความต่อๆไปผมจะได้นำเสนอ kpi template ในรูปแบบของ excel เพื่อใช้วัด Availability Rate และให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้ในการวัด kpi กันได้ต่อไปครับ ดูตัวอย่าง kpi ที่ผมนำเสนอได้ตามหัวข้อด้านล่างเลยครับ

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. OEE
  2. Quality Rate
  3. Performance Rate

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Quality Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้จะกล่าวถึง kpi ด้านการผลิตที่เป็นองค์ประกอบ 1 ใน 3 ของข้อมูลดิบซึ่งใช้ในการประเมินผลค่า OEE โดยเป็น kpi ซึ่งสามารถทำการวัด kpi ได้ไม่ยากมากนัก นั่นคือ ค่า Quality Rate(คุณภาพของสินค้า) จุดประสงค์ในการวัด kpi นี้คือใช้วัดปริมาณสินค้าที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และยังนำไปเป็นข้อมูลดิบสำหรับการวัด kpi ค่า OEE เรามาดูข้อมูลดิบที่ต้องใช้ในการวัดคุณภาพสินค้ากันเลยครับ

  1. Defect คือจำนวนสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้
  2. Actual Output คือจำนวนสินค้าที่ผลิตได้ทั้งหมด

สูตรคำนวณ kpi

clip_image002

หน่วยการวัด kpi : %

การรายงานผลหรือการวัดผล kpi

การรายงานผลควรประเมินผลเป็นรายสัปดาห์เพื่อใช้ติดตามผลและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจแยกออกเป็นแต่ละฝ่ายแต่ละแผนก หรือแต่ละโรงงาน และควรสรุปค่าเฉลี่ยของ Quality Rate เพื่อรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงต่อไป

ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า Quality Rate เป็น ตัวอย่าง kpi ที่เข้าใจได้ง่ายและสามารถวัดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถสร้างเป็น kpi template ใน Excel ได้ไม่ยากนัก

สิ่งที่พึงระมัดระวังเป็นอย่างมากในการวัด kpi ตัวนี้คือ การนับจำนวน defect ของสินค้า ผู้ทำการเก็บข้อมูลต้องทำความตกลงกันให้ชัดเจนในส่วนของมาตรฐานของสินค้า มีคำถามทิ้งท้ายให้ท่านผู้อ่านลองตัดสินดูนะครับ สินค้าที่ต้อง Rework จะถูกนับเป็น defect ของสินค้าหรือไม่ เพราะอย่าลืมนะครับว่า Quality Rate เป็น 1 ใน 3 ขององค์ประกอบในการคำนวณค่า OEE ดังนั้นหากการวัด kpi ไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อค่า OEE ที่จะคำนวณในขั้นตอนต่อไปครับ

ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิต

  1. OEE
  2. Availability Rate
  3. Performance Rate

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : OEE kpi ด้านการผลิต

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ผมขอเสนอเนื้อหาอีกด้านหนึ่งของ blog จากที่ผ่านมาผมได้เสนอวิธีการประเมินผล kpi ไปแล้วบางส่วน แต่ในระบบ kpi นอกจากวิธีการประเมินผล kpi แล้ว การวัด kpi และ การรวบรวมตัวอย่าง kpi ก็มีความสำคัญเนื่องจากการเลือก kpi ที่เหมาะสมจะทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆได้มากขึ้น บทความในหมวดนี้จึงขอนำ ตัวอย่าง kpi มาแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบ ในบทความนี้ขอนำเสนอ kpi ด้านการผลิตที่นิยมใช้ในการวัดประสิทธิภาพการผลิตนั่นคือ Overall Equipment Efficiency หรือ เรียกย่อๆว่าค่า OEE จุดประสงค์สำคัญของการวัด OEE ก็เพื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต ครอบคลุมถึงความพร้อมของเครื่องจักร (Availability Rate) ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) และคุณภาพของสินค้า (Quality Rate) เมื่อพิจารณาค่า OEE จะเห็นว่าเป็น ตัวอย่าง kpi ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็น kpi ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายผลิตเน้นการทำงานด้านใดด้านหนึ่ง ฝ่ายผลิตจะต้องใส่ใจกับปัจจัยทั้งสามด้าน

ข้อมูลดิบ

1. %Availability Rate (AR)

2. %Performance Rate (PR)

3. %Quality Rate (QR)

OEE calculations

OEE = (%AR)*(%PR)*(%QR)/10,000

หน่วย kpi : เปอร์เซนต์

การรายงานหรือการวัด kpi

ควรรายงานเป็นสัปดาห์เพื่อใช้ติดตามหรือแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โดยอาจแยกเป็นแต่ละแผนก หรือแต่ละสายการผลิต หรือแต่ละโรงงาน อาจมีการสรุปเป็นรายเดือนหรือไตรมาสต่อผู้บริหาร โดยปกติค่า OEE จะอยู่ประมาณ 80%

การจัดเก็บข้อมูลดิบทั้งสามในรูปแบบของไฟล์ excel เพื่อนำมาคำนวณค่อนข้างซับซ้อนพอสมควรเนื่องจากข้อมูลดิบต่างๆที่ต้องจัดเก็บจะต้องมีความถูกต้องและตรงกับการนิยามค่าของข้อมูลดิบทั้งสาม โดยจะนำเสนอเป็นตัวอย่าง kpi ในบทความต่อๆไปนะครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ

OEE อาจจะใช้วัดประสิทธิภาพการทำงานในงานด้านอื่นได้นอกจากงานด้านการผลิต เช่นด้าน IT

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ประเมินผล KPI ด้วย Excel (1)

บทความนี้เป็นการนำเสนอวิธีการประเมินผลงานของพนักงานด้วย ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ KPIs จุดมุ่งหมายในการนำเสนอก็เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับท่านผู้อ่านที่กำลังจะถูกมอบหมายจากผู้บริหารในการประเมินผลงานของลูกน้องหรือทั้งองค์กร ทุกท่านคงรู้จัก Balance Score Card กันมาบ้างแล้วนะครับ ซึ่งเป็นวิธีการบริหารงานที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน การวัดประสิทธิภาพขององค์กรหรือหน่วยงานภายในจะต้องวัดกันให้ครบทุกด้าน เช่น ด้านการเงิน ด้านลูกค้า ด้านกระบวนการภายใน ด้านการเรียนรู้และการเจริญเติบโต เป็นต้น ทีนี้ในแต่ละด้านก็จะมีตัวชี้วัดที่สำคัญไว้บ่งชี้ประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้นๆ เช่นด้านการเงิน อาจจะใช้ตัวชี้วัดเป็น ผลกำไรต่อปีของบริษัท เป็นต้น ขั้นตอนการกำหนดตัวชี้วัดเหล่านี้จะต้องถูกทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งท่านสามารถศึกษาได้ในตำราด้าน Balance Score Card หรือ KPIs ครับ ซึ่งหลังจากได้กำหนดตัวชี้วัดได้แล้ว ผู้ออกแบบตัวชี้วัด ต้องกำหนดเป้าของตัวชี้วัด ในบทความนี้ขอยกตัวอย่างเป้าหมายง่ายๆเพื่อให้เห็นแนวคิดการประเมินผล KPIs สมมุติว่าตำแหน่งงานของผมมี KPIs ทั้งหมด 3 ตัว โดย KPIs แต่ละตัวมีเป้าดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 KPIs และเป้าหมายที่กำหนด

ชื่อตัวชี้วัด เป้าหมาย
A ต้องมากกว่า 80
B ต้องมากกว่า 90
C ต้องมากกว่า 100

ในการประเมินผลงานโดยส่วนใหญ่มักจะคำนวณประสิทธิภาพออกมาเป็นเปอร์เซนต์ และ KPIs แต่ละตัวมีความสำคัญไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการกระจายน้ำหนักคะแนนสำหรับประเมินผลงาน(ขั้นตอนการกระจายน้ำหนักต้องอยู่ในการประชุม KPIs เพื่อร่วมกันพิจารณา) ดังแสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 KPI เป้าหมายที่กำหนดและน้ำหนักคะแนน

ชื่อตัวชี้วัด เป้าหมาย น้ำหนักคะแนน
A ต้องมากกว่า 80 0.5
B ต้องมากกว่า 90 0.3
C ต้องมากกว่า 100 0.2

ข้อสังเกต เนื่องจากเราต้องการประเมินผลงานในรูปแบบเปอร์เซนต์ ดังนั้นผลรวมของน้ำหนักคะแนนจึงต้องเท่ากับ 1
ทีนี้มาดูกันครับ สมมุติว่ามีการประเมินผลงานทุกๆ 1 เดือน ดังนั้นหลังสิ้นเดือนเราจะมีข้อมูลผลการชี้วัด(ผลการปฏิบัติงานของเรานั่นแหล่ะครับ) ดังแสดงในตารางที่ 3

ตารางที่ 3 ผลการชี้วัด KPIs ประจำเดือน……

ชื่อตัวชี้วัด น้ำหนักคะแนน เป้าหมาย ผลการชี้วัด
A 0.5 ต้องมากกว่า 80 60
B 0.3 ต้องมากกว่า 90 50
C 0.2 ต้องมากกว่า 100 100

การประเมินผลจะเริ่มจาก การคำนวณประสิทธิภาพของเราในแต่ละตัวชี้วัด ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่า ประสิทธิภาพสัมพัทธ์ (Relative Peformance) ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร Relative Peformance = ผลการชี้วัด / เป้าหมาย
และสามารถคำนวณประสิทธิภาพสัมบูรณ์ (Absolute Performance) ของตัวชี้วัดได้จากสูตร Absolute Performance = น้ำหนักคะแนนของตัวชี้วัด*Relative Peformance
จากลักษณะวิธีการประเมินผลและการบันทึกข้อมูลเราสามารถใช้ Excel ในการบริหารจัดการและช่วยคำนวณได้ โดยเฉพาะในทางปฏิบัติองค์กรเราคงไม่มีตัวชี้วัดเพียงแค่ 3 ตัวนี้ ที่สำคัญการทำรายงานสรุปผล KPIs ของทั้งองค์กรให้ผู้บริหารทราบ ซึ่งในปัจจุบันแม้จะมีซอฟท์แวร์จัดการ KPIs ออกมาช่วยในจุดนี้ แต่หากเราประยุกต์ใช้ฟังก์ชันใน excel เช่น VLOOKUP INDEX and MATCH หรือใช้ vba มาช่วยในการจัดการหรือลดการทำซ้ำ ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในจุดนี้ได้ และยังเป็นการใช้งาน excel ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในบทความต่อๆไปของผมจะนำเสนอการใช้ประยุกต์ใช้ฟังก์ชันใน excel และ ใช้ vba มาช่วยในการจัดการ ตั้งแต่การบันทึกหัวข้อ KPIs การค้นหาเพื่อแก้ไข การประเมินผล การทำรายงานสรุปผล เดี๋ยวมาดูกันในบทความต่อๆไปครับ
ระบบ KPI ตอน การกระจาย KPI ตามโครงสร้างองค์กร

ระบบ KPI ตอน กระจายน้ำหนัก KPI ตามระดับพนักงาน

ระบบ KPI ตอน ฐานข้อมูลพนักงานใน Excel

ระบบ KPI ตอน การประเมินผล KPI ของพนักงาน (1)


Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com