แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ VLOOKUP แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ VLOOKUP แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การใช้งาน Excel : ประยุกต์ VLOOKUP คำนวณค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได

การใช้งาน excel ในบทความนี้ขอยกตัวอย่างการคำนวณค่าคอมมิชชั่นในลักษณะแบบขั้นบันได ซึ่งหากมองดีๆแล้วก็จะคล้ายกับการคำนวณภาษีหรือการคิดค่าไฟฟ้านั่นเอง ขอยกตัวอย่างการคำนวณแบบขั้นบันไดให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจให้ง่ายขึ้นครับ สมมุติว่าฝ่ายการตลาดได้กำหนดการจ่ายค่าคอมมิชชั่นจากการขายดังนี้

  1. ยอดขายส่วน 0 – 5,000 บาทแรก จะคิดค่าคอมมิชชั่นให้ 1.5 %
  2. ยอดขายส่วน 5,000 – 10,000 บาท ต่อไปคิดค่าคอมมิชชั่นให้ 2.5 %
  3. ยอดขายส่วน 10,000 – 20,000 ต่อไปคิดค่าคอมมิชชั่นให้ 3.5 %
  4. ยอดขายส่วน 20,000 – 50,000 ต่อไปคิดค่าคอมมิชชั่นให้ 5.0 %
  5. ยอดขายส่วนที่ เกิน 50,000 คิดค่าคอมมิชชั่นให้ 7.5 %

ก่อนเริ่มใช้ excel ในการช่วยคำนวณ เรามาลองกำหนดแนวคิดกันก่อนดีกว่าครับ จากกำหนดการจ่ายค่าคอมมิชชั่นเราสามารถคำนวณค่าคอมมิชชั่นสูงสุดในแต่ละขั้นได้ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ค่าคอมมิชชั่นสูงสุดในแต่ละขั้น

ช่วงของยอดขาย คอมมิชชั่นสูงสุดในช่วง เปอร์เซนต์คอมมิชชั่น
0 – 5,000 = 5000*0.015 1.5 %
5,000 – 10,000 = 5,000*0.025 2.5 %
10,000 – 20,000 =10,000*0.035 3.5 %
20,000 – 50,000 =30,000*0.050 5.0 %
50,000 up = ส่วนเกิน*0.075 7.5 %

หลักในการคำนวณ หากยอดขายรวมของเราอยู่ในช่วงใด ค่าคอมมิชชั่นที่ได้จะเท่ากับ ผลรวมของค่าคอมมิชชั่นสูงสุดของชั้นที่ต่ำกว่าทั้งหมด บวกด้วยผลคูณระหว่างยอดขายที่เหลือในช่วงนี้กับเปอร์เซนต์คอมมิชชั่นในช่วงนี้ ดังนั้นสามรถใช้ excel สร้างตารางเก็บค่าผลรวมคอมมิชชั่นและค่าต่ำสุดของยอดขายในแต่ละช่วงดังแสดงในภาพที่ 1 โดยสูตรการคำนวณค่าผลรวมคอมมิชชั่นในหลัก c ได้ดังนี้ สมมุติคำนวณค่าใน B3 = B2 + (A3-A2)*C2

Commission

ภาพที่ 1 ตารางใน excel ซึ่งเก็บข้อมูลการตำนวณค่าคอมมิชชั่น

จากหลักการคำนวณค่าคอมมิชชั่นจะเห็นว่าเราสามารถนำสูตร Excel : VLOOKUP มาประยุกต์ได้โดยการกำหนด option การค้นหาเป็น true เพื่อหาตำแหน่งช่วงข้อมูลค่าที่น้อยกว่ายอดขายได้จริง ตัวอย่างเช่น นาย ก มียอดขายในเดือน มค เท่ากับ 8,800 บาท การคำนวณค่าคอมมิชชั่นจะเริ่มจากหาตำแหน่งของยอดขายที่ต่ำกว่า 8,800 บาทในตารางจะพบว่ามีค่าเท่ากับ 5,000 บาท และจะพบว่าค่าคอมมิชชั่นสะสมในชั้นนี้เท่ากับ 75 บาท เมื่อรวมกับผลต่างในช่วงนี้ซึ่งมีค่าเท่ากับ 3,800*3.5% = 95 บาท รวมเป็นค่าคอมมิชชั่นที่ได้เท่ากับ 75+95= 170 บาท จากวิธีการคำนวณ สมมุติเรามีข้อมูลยอดขายรวมของพนักงานดังแสดงในภาพที่ 2

Commission-1

ภาพที่ 2 ตัวอย่างยอดขายเพื่อคำนวณค่าคอมมิชชั่น

จากแนวคิดการคำนวณสามารถเขียนเป็นสูตร Excel ได้ดังนี้ (สมมุติคำนวณค่าคอมมิชชั่นของพนักงานในแถว A11 = VLOOKUP(B11,$A$2:$C$6,2,TRUE) + (B11 -VLOOKUP(B11,$A$2:$C$6,1,TRUE))*VLOOKUP(B11,$A$2:$C$6,3,TRUE)

ผลการคำนวณด้วย Excel แสดงได้ดังภาพที่ 3

Commission-2

ภาพที่ 3 ผลการคำนวณค่าคอมมิชชั่นตามสูตร Excel

จากตัวอย่างการคำนวณค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันไดนี้ ท่านผู้อ่านจะเห็นการประยุกต์ใช้สูตร excel : VLOOKUP อีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการคำนวณเงินภาษี ค่าไฟฟ้า และอื่นๆได้อีกมาก อย่าลืมหลุมพรางการใช้ VLOOKUP ที่ผมได้นำเสนอไปด้วยนะครับ สวัสดีครับ

ปล สนใจตัวอย่างการคำนวณค่าคอมมิชชั่นในรูปแบบอื่น ดู ที่นี่ ครับ

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

การใช้งาน Excel:ประยุกต์สูตร Excel:VLOOKUP คำนวณค่าคอมมิชชั่นในด้านการตลาด

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน How to excel ครับ บทความนี้ขอนำเสนอการใช้สูตร Excel : VLOOKUP มาประยุกต์ใช้กับการคำนวณค่าคอมมิชชั่น ตามปกติ พนักขายทุกท่านจะได้รับค่าคอมมิชชั่นในการขายผลิตภัณฑ์ตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ ตัวอย่างเช่น

หากขายได้ไม่เกิน 100,000 บาทจะได้ค่าคอมมิชชั่น 5% ของยอดขาย

หากขายได้มากกว่า 100,000 แต่ไม่เกิน 200,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 10% ของยอดขาย

หากขายได้มากกว่า 200,000 แต่ไม่เกิน 500,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 15% ของยอดขาย

หากขายได้มากกว่า 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 20% ของยอดขาย

หากขายได้มากกว่า 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 25% ของยอดขาย

และหากขายได้มากกว่า 1,000,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 30% ของยอดขาย

เอาหล่ะครับหากท่านเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ในทุกๆเดือนท่านจะได้รับไฟล์ Excel ที่สรุปยอดขายโดยรวมของพนักงานแต่ละท่านและท่านจะต้องสรุปค่าคอมมิชชั่นให้ผู้บริหารอนุมัติจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับพนักงานของท่านและจัดระดับพนักงานขายยอดเยี่ยม สมมุติพนักงานขายมีเป็นจำนวน 100 ท่าน ท่านผู้อ่านจะทำอย่างไรครับ หลายท่านถนัดการใช้สูตร Excel : IF ก็อาจจะเขียนสูตร Excel : IF ซ้อนกันเข้าไป ทั้งการตัดเกรดทั้งค่าคอมมิชชั่น ก็สามารถทำได้ แต่ในบทความนี้ผมจะแนะนำให้ท่านใช้สูตร Excel : VLOOKUP ครับ ท่ารผู้อ่านจำบทความเรื่องการประยุกต์ใช้ VLOOKUP กับการตัดเกรดได้มั้ยครับ เราจะใช้วิธีการเดียวกันมาจัดการกับค่าคอมมิชชั่นของเรา เอาหล่ะครับมาดูกันเลย

เริ่มจากเรามาพิจารณาเงื่อนไขการจ่ายค่าคอมมิชชั่นกันก่อน จากเงื่อนไขการคิดค่าคอมมิชชั่น จะพบว่าค่าขอบเขตล่างของยอดขายเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในการกำหนดค่าการคำนวณคอมมิชชั่น ดังนั้นเราสามารถบันทึกลงในตารางค่าคอมมิชชั่นใน Excel ได้ดังแสดงในภาพที่ 1

TableLookup ภาพที่ 1 ตารางเงื่อนไขค่าคอมมิชชั่น

จะเห็นว่าผมเรียงลำดับขอบเขตล่างของยอดขายในแต่ละระดับจากน้อยไปหามากแล้ว เพื่อให้เราสามารถใช้เงื่อนไข TRUE ของสูตร Excel : VLOOKUP ได้อย่างถูกต้อง เอาหล่ะครับต่อไปเราก็เขียนสูตร Excel เพื่อคำนวณค่าคอมมิชชั่นและตัดเกรดได้ดังนี้ครับ สมมุติผมให้ รหัสพนักงาน ชื่อพนักงาน และยอดขายของพนักงาน อยู่ในหลัก D, E, F ตามลำดับ หากผมให้ค่าคอมมิชชั่นที่ถูกคำนวณเก็บไว้ในหลัก G และเกรดพนักงานดีเด่นอยู่ในหลัก H สมมุติกำหนดให้ข้อมูลเริ่มจากแถวที่ 3 เป็นต้นไป เราจะเขียนสูตร Excel : VLOOKUP ได้ดังนี้

G2 = VLOOKUP(F2,$A$4:$C$8,2,1)*F2

H2 = VLOOKUP(F2,$A$4:$C$8,3,1)

ทำการ Autofill ให้ครบจะได้ผลลัพธ์ดังแสดงในภาพที่ 2

Commission

ภาพที่ 2 ผลการคำนวณค่าคอมมิชชั่นและการจัดระดับพนักงานขาย

หากต้องการหายอดขายสูงสุดหรือต่ำสุดก็สามารถทำได้

ยังมีวิธีการคำนวณค่าคอมมิชชั่นอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ดูได้ที่นี่ครับ

ครับก็ขอจบการนำเสนอแนวคิดการคำนวณค่าคอมมิชชั่นไว้เพียงเท่านี้ หากท่านผู้อ่านมีความประสงค์จะจัดทำรายงานอย่างง่ายก็ลองเข้าไปอ่านบทความตามลิงค์ด้านล่างที่ผมเคยนำเสนอไปนะครับ สวัสดีครับ

การทำซ้ำด้านบนเพื่อพิมพ์หัวตารางแบบซ้ำๆกันในทุกหน้า (Repeat a Row)

VLOOKUP การตัดเกรด

การค้นหาค่า Max$Min(Custom Lookup)

การสร้างแผนภูมิในรายงานด้วยคำสั่ง REPT

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

Excel VLOOKUP ตอน VLOOKUP กับการตัดเกรด

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน How to excel บทความนี้ผมอยากนำเสนอ Excel Utility ที่จะช่วยในการประเมินผลงานพนักงานด้วย KPI ในบทความอนุกรมชุด ระบบ KPI นะครับ นั่นคือ การตัดเกรด โดยจะใช้ฟังก์ชัน VLOOKUP หากกล่าวถึงการตัดเกรด คนที่ผ่านการเป็นนักเรียนแบบเราก็คงรู้กันดีใช่มั้ยครับว่าการตัดเกรดต้องมีเงื่อนไขของช่วงเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้น ตอนเรียนปริญญาตรีของผมใครได้คะแนนต่ำกว่า 30 จะได้เกรด F เอาหล่ะครับเกริ่นเล็กน้อยพอให้เข้าใจ มาดูกันต่อครับ ฉะนั้นองค์ประกอบของการตัดเกรดก็คือเงื่อนไขในการตัดเกรดนั่นเอง โดยทั่วไปก็มักจะใช้เกณฑ์ระดับคะแนนเป็นข้อมูลตัดสินใจ บางกรณีอาจใช้เกณฑ์น้ำหนัก(เช่น การตัดเกรดแบ่งความอ้วนผอม หรือการตัดเกรดผลิตภัณฑ์บางอย่าง) เรามาดูตัวอย่างกันเลยครับ

ก่อนตัดเกรด เราต้องกำหนดเงื่อนไขการตัดเกรดและจัดเก็บในรูปแบบของตารางข้อมูลโดยเรียงลำดับเงื่อนไขจากน้อยไปหามาก(เพื่อให้สามารถใช้ VLOOKUP ได้ตรงตามความต้องการ) ดังแสดงในภาพที่ 1

Grade

ภาพที่ 1 เกณฑ์การตัดเกรด

มาดูตัวอย่างการตัดเกรดพนักงานกันครับ สมมุติให้ตารางข้อมูลคะแนนที่ได้จากการประมวลผลแสดงได้ดังภาพที่ 2

DataExcel

ภาพที่ 2 ตัวอย่างตารางข้อมูล

เราจะใช้ฟังก์ชัน VLOOKUP เข้ามาช่วยกันครับ มาดูสูตร Excel กันเลยครับ ให้ท่านคลิกที่ เซลล์ D2 และให้พิมพ์ =VLOOKUP(C2,$F$3:$H$7,3,1)

จากสูตร VLOOKUP สามารถอธิบายได้ดังนี้ ให้หาตำแหน่งซึ่งมีค่าที่น้อยกว่าหรือเท่ากับค่าใน C3 และคืนค่าในหลักที่ 3 ของตาราง $F$3:$H$7

ค่าที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ คือการกำหนดเงื่อนไขในเทอมสุดท้ายของ VLOOKUP Function

เมื่อทำ AutoFill ลงไปถึงบรรทัดที่ 10 จะได้ผลดังแสดงในภาพที่ 3

VLOOKUP ภาพที่ 3 ผลการใช้ฟังก์ชัน VLOOKUP ช่วยตัดเกรด

ตัวอย่างการใช้งาน VLOOKUP ที่ได้นำเสนอไป คงทำให้ท่านผู้อ่านสามารถนำไปใช้งานที่เหมาะสมกับแต่ละงานได้นะครับ การตัดเกรดก็เป็นลักษณะงานหนึ่งที่ประยุกต์ใช้ VLOOKUP ที่ใช้ option true บทความต่อๆไปผมจะนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงการประยุกต์ใช้ VLOOKUP ในด้านอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่อยากให้ท่านผู้อ่านระลึกไว้ขณะใช้งาน VLOOKUP คือ VLOOKUP เป็นฟังก์ชันที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล จากบทความนี้ทำให้ผมได้ Excel Utility ที่จะนำไปใช้ในการประเมินผลพนักงานด้วย KPI ในส่วนของการตัดเกรดและจ่ายค่าตอบแทนพิเศษต่อไปครับ ลืมไปอีกอย่างครับ หากข้อมูลที่ตัดเกรดด้วย VLOOKUP มีจำนวนแถวมากเกินหนึ่งหน้า หากจะพิมพ์อย่าลืมกำหนดการพิมพ์ซ้ำด้านบนของกระดาษดังที่ผมได้แนะนำในหัวข้อ Excel Trip ได้นะครับ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

Excel VLOOKUP ตอน ป้องกันการแสดง #N/A

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน How to VBA Excel วันนี้ได้ลองย้อนกลับไปอ่านบทความเก่าๆใน Blog นี้มีบทความอยู่ 2-3 บทความที่กล่าวถึง VLOOKUP ซึ่งเป็น Excel Function ที่ผมได้นำเสนอไปในตอนแรกๆเนื่องจาก VLOOKUP เป้นฟังก์ชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน Excel ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาข้อมูลในตารางได้ดีมาก แต่ผมเองกลับพบความบกพร่องของการนำเสนอบทความที่ประยุกต์ใชฟังก์ชัน VLOOKUP เหล่านี้ของผมเอง นั่นคือการไม่ได้กล่าวถึงข้อผิดพลาดที่ฟังก์ชัน VLOOKUP ส่งกลับมาครับ วันนี้เลยขอนำเสนอในปัญหานี้ครับ ที่มาของข้อผิดพลาดของ ฟังก์ชัน VLOOKUP ผมได้กล่าวไปแล้วในบทความเหล่านั้น ซึ่งจะเกิดจากการที่ Excel ไม่พบข้อมูลที่ต้องการค้นหาในหลักที่เรากำหนดในตารางข้อมูลนั้น ผลที่ถูกส่งกลับจาก VLOOKUP ก็คือ #N/A ซึ่งจะแสดงในเซลล์ที่เรากำหนด ทีนี้หากเราไม่ต้องการให้ excel แสดงค่า #N/A ออกมาในกรณีการใช้สูตร VLOOKUP เราจะใช้ฟังก์ชัน ISNA ในการตรวจค่าที่ถูกส่งกลับมาจาก VLOOKUP ว่าใช่ #N/A หรือไม่ หากใช่ ISNA จะคืนค่า true กลับมา หากไม่ใช่ จะคืนค่า false กลับมา ลองมาคิดกันแบบภาษามนุษย์เรานะครับ “ถ้า VLOOKUP ส่งค่า #N/A ให้แสดงข้อความว่า “หาไม่พบ” แต่หากหาพบให้แสดงค่านั้นออกมา” มาดูตัวอย่างกันเลยครับตามภาพที่ 1

Prevent_Error_From_VLOOKUP

ภาพที่ 1 ผลการประยุกต์ใช้ ISNA เพื่อตรวจสอบการคืนค่าจาก VLOOKUP

จากสูตร Excel ที่เราประยุกต์ใช้ โปรดระวังความผิดพลาดจากข้อมูลที่เราต้องการค้นหาด้วยนะครับ ลองกลับไปดูบทความที่ผมเคยนำเสนอปัญหานี้กันได้ครับ

ทิ้งท้ายกันก่อนจบบทความนี้ครับ ท่านผู้อ่านคิดว่าการค้นหาข้อมูลที่มีอยู่ด้วยสูตร Excel ที่ผมนำเสนอวันนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดรึยัง หากผมมีเรคคอร์ดในตารางมากๆสูตรนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในแง่ของเวลาในการคำนวณหรือไม่ ผมเคยมีประสบการณ์ในการโอนย้ายข้อมูล ขอบอกว่าสูตรนี้ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งในการใช้งาน เพราะ Excel ต้องใช้ VLOOKUP ค้นหาข้อมูลถึงสองครั้งในแต่แถวข้อมูลที่ต้องการค้นหา เดี๋ยวผมมีสูตร Excel อีกสูตรหนึ่งมานำเสนอครับ พบกันในบทความต่อไปนะครับ

Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com