แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตัวอย่าง kpi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตัวอย่าง kpi แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การใช้ excel สร้างกราฟสำหรับบันทึกผลการลดน้ำหนัก

การใช้ excel ในบทความนี้ขอนำเสนอ การสร้างกราฟสำหรับบันทึกผลการลดน้ำหนักด้วย excel โดยท่านที่สนใจจะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ลองเข้าไปอ่านวิธีการลดน้ำหนักได้นะครับ โดยแนะนำให้ท่านผู้อ่านบันทึกน้ำหนักของท่านทุกวันขณะที่อยู่ในระหว่างลดน้ำหนักเพื่อวิเคราะห์ผลของวิธีการลดน้ำหนักครับ ในขณะเดียวกัน KPI ที่ใช้ในการชี้วัดผลการลดน้ำหนักที่นิยมก็คือ ค่า BMI ซึ่งสามารถคำนวณได้จากน้ำหนักตัวและความสูง ครับ การบันทึกผลการลดน้ำหนักโดยใช้ excel จะนำพื้นฐานการใช้ excel ที่ได้นำเสนอไปมาประยุกต์ใช้ โดยแบบฟอร์มการบันทึกจะประกอบด้วย ค่าความสูงของท่าน(เป็นค่าคงที่) ซึ่งเพื่อความสะดวกในการเรียกใช้ เราจะใช้ excel กำหนดความสูงเป็นแบบคงที่ใช้ชื่อเป็น High ส่วนการบันทึกผลการลดน้ำหนักประจำวัน จะออกแบบให้ผู้ใช้ excel บันทึกวันเดือนปีที่ชั่งน้ำหนักและค่าน้ำหนัก จากนั้นเราจะเขียนสูตร excel เพื่อคำนวณค่า BMI ในแต่ละวันและ อัตราการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว(กิโลกรัมต่อวัน) และสุดท้ายจะทำการสร้างกราฟแสดงค่าน้ำหนักแบบกระจาย มาดูแบบฟอร์มการบันทึกข้อมูลใน excel กันดังแสดงในภาพที่ 1


ภาพที่ 1 แบบฟอร์มการบันทึกผลการลดน้ำหนักใน excel

การสร้างรูปแบบและสูตร excel ในแบบฟอร์มมีขั้นตอนดังนี้
  • กำหนดชื่อข้อมูลความสูงเป็นแบบคงที่ชื่อ High ให้กับ CELL B1 ไปแล้ว
  • กำหนดรูปแบบของวันเดือนปีที่บันทึกในหลัก A เป็น d/m/yyyy
  • กำหนดความละเอียดของค่าน้ำหนัก(หลัก C) เป็นทศนิยม 1 ตำแหน่ง
  • กำหนดความละเอียดของค่า BMI และ อัตราน้ำหนัก (หลัก D และ E) เป็นทศนิยม 2 ตำแหน่ง
  • กำหนดพื้นหลังของหลัก A และ C เป็นสีส้ม


การใช้สูตร excel คำนวณลำดับวัน
ใช้สูตร excel : DATEDIF ตั้งแต่ Cell B4 ลงไป เพื่อคำนวณลำดับวันของการชั่งน้ำหนักเมื่่อนับจากวันแรกที่บันทึกข้อมูล โดยเขียนสูตร excel ได้ดังนี้
(สมมุติเป็น cell B4) = IFERROR(DATEDIF($A$4,$A4+1,"D"),"")

การใช้สูตร excel คำนวณค่า BMI
เขียนสูตร excel ที่ cell D4 ได้ดังนี้ = IFERROR((High^2/$C4)^-1,"")

การใช้สูตร excel คำนวณค่าอัตราน้ำหนัก
เขียนสูตร excel ที่ cell E4 ได้ดังนี้ = IFERROR((($B3-$B4)/($C$3-$C4))^-1,"")

สำเนาสูตร excel ข้างต้นลงไปตามแถวด้านล่างประมาณแถวที่ 200 เพื่อให้สูตร excel สามารถคำนวณโดยอัตโนมัติเมื่อมีการบันทึกข้อมูลในหลัก A และ C

สร้างชื่อข้อมูลแบบพลวัตรให้กับข้อมูลหลัก B และ D เพื่อให้กราฟแสดงค่า BMI สามารถอัพเดตข้อมูลแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการบันทึกข้อมูล

การใช้งานแบบฟอร์มบันทึกการลดน้ำหนักเริ่มจาก
บันทึกวันเดือนปีและน้ำหนักที่ชั่งได้ในแต่ละวัน กราฟแสดงค่า BMI แสดงได้ดังภาพที่ 2


ภาพที่ 2 ผลการใช้งานแบบฟอร์มบันทึกผลการลดน้ำหนัก

กรณีที่มีการบันทึกการลดน้ำหนักเป็นเวลานาน จะพบปัญหาจำนวนวันมากขึ้นอาจจะปรับสเกลจำนวนวันจาก Linear เป็นสเกล Log เพื่อทำให้อ่านผลการลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นครับ download Excel ไฟล์บันทึกการลดน้ำหนักไปใช้กันได้ครับ

หลังจบขั้นตอนนี้ ท่านผู้อ่านก็มีแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลเพื่อช่วยวิเคราะห์ผลการลดน้ำหนักได้แล้วนะครับโดยใช้ excel พื้นฐานที่เคยนำเสนอมาแล้วใน blog นี้ครับ สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านสามารถนำไปประยุกตืใช้กับการบันทึกผลตัวชี้วัด KPI ที่มีการบันทึกเป็นรายวันได้














วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Excel Tips: การแสดงผลรวมเวลาที่มากกว่า 24 ชั่วโมง

Excel Tips วันนี้ขอนำเสนอ วิธีการแสดงผลเวลาที่มากกว่า 24 ชั่วโมง Excel Tips นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังใช้ Excel ในงานสำนักงานหลายๆด้านๆ เช่น ผู้ที่กำลังจะประมวลผล KPI ผู้ที่กำลังใช้ excel คำนวณชั่วโมงรวม OT ของพนักงาน หรือ ชั่วโมงรวมการเข้าอบรมของพนักงานเป็นต้น ในบทความที่ผ่านๆมาของผม ได้นำเสนอ ตัวอย่าง KPI บางหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเวลา เช่น lead KPI ค่า MTTR เป็นต้น ตามปกติหากต้องการหาผลรวมของค่าชั่วโมงใน excel จะพบว่า หากผลรวมเวลามีค่าเกิน 24 ชั่วโมง excel จะละเว้นไม่นำค่าที่เกินมาแสดงเนื่องด้วย excel ทราบว่า 1 วันมี 24 ชั่วโมง ดังนั้นความผิดพลาดจากการคำนวณก็จะเกิดขึ้นซึ่งมีผลต่อความถูกต้องของผลลัพธ์ในลำดับถัดไปได้ เรามาดูตัวอย่างการหาผลรวมจำนวนชั่วโมงซึ่งใช้สูตร excel : SUM ให้ผลลัพธ์ที่ผิดออกมา ดังภาพที่ 1  โดยผลลัพธ์ที่ถูกต้องควรเป็น 30 ชั่วโมง



ภาพที่ 1 สูตร excel : SUM ให้ผลรวมเวลาผิด

ผลรวมเวลาที่ถูกต้องสามารถหาได้โดยการแก้ไขรูปแบบการแสดงผลของ CELL C11 ใหม่จากเดิม h:mm เป็น [h]:mm หรือหากต้องการแสดงค่าวินาทีด้วยก็สามารถแก้รูปแบบแสดงผลเป็น [h]:mm:ss ผลลัพธ์จากสูตร excel แสดงดังภาพที่ 2


ภาพที่ 2 สูตร excel สำหรับรวมเวลาหลังแก้ไขรูปแบบการแสดงผล


วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่าง kpi : วิธีการคำนวณค่า Availability Rate รูปแบบใหม่

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้จะขอนำเสนอการคำนวณค่า Availability Rate (AR) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ในการคำนวณค่า oee (oee calculation) ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ ผมได้นำเสนอสูตรการคำนวณ Availability Rate ในรูปแบบของเวลาที่เครื่องจักรใช้งานไปแล้ว และในขณะเดียวกันก็ได้นำเสนอ ค่า MTTR และ MTBF ซึ่งเป็น kpi ที่บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของเครื่องจักรและประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงให้ท่านผู้อ่านไปแล้วเช่นกัน การอธิบายที่มาที่ไปของสูตรการคำนวณ oee และองค์ประกอบของค่า oee จะช่วยให้เรามีความมั่นใจในผลการคำนวณ กรณีที่องค์กรใช้ oee software ช่วยในการบันทึกและประมวลผลค่า oee กลับมาเข้าเรื่องกันต่อครับ เรามาดูสูตรคำนวณค่า AR รูปแบบใหม่ซึ่งจะอาศัย kpi ของค่า MTTR และ MTBF ช่วยในการคำนวณดังนี้ครับ
AR (%) = 100*(MTBF-MTTR)/MTBF
เมื่อ
MTBF – Mean Time Between Failures
MTTR – Mean Time to Repair.
ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังบทความที่ผมนำเสนอไปแล้วครับ
จะเห็นว่า สูตรการคำนวณ AR รูปแบบนี้สามารถทำได้ง่ายโดยเฉพาะหากระบบ kpi ขององค์กรเรา มีการวัดค่า MTTR และ MTBF อยู่แล้ว

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Breakdown Rate (TPM kpi)

ตัวอย่าง kpi ที่จะนำเสนอในบทความนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำ TPM ซึ่งสิ่งที่ชี้วัดผลได้อย่างชัดเจนและรวดเร็วที่สุดในดำเนินการทำ TPM น่าจะเป็น การลดลงของเวลาหยุดโดยไม่คาดคิดของเครื่องจักร หรือเรียกว่า Breakdown Time kpi ที่ใช้วัดผลและสามารถเชื่อมโยงไปยังค่า oee ได้คือ นั่นคือ ค่า Breakdown Rate (BR)

วัตถุประสงค์ในการใช้ KPI

เพื่อใช้วัดเวลาการสูญเสียที่ไม่สามารถผลิตสินค้าอันเนื่องมาจากเครื่องจักรเสียเทียบกับเวลาที่ใช้เดินเครื่องเพื่อผลิตสินค้า

ข้อมูลดิบ

  1. Breakdown Time หน่วยเป็นนาที
  2. Operation Time = Used Time – Planned Halt Time (สามารถดูได้จากบทความเรื่อง Effective Time)

สูตรการคำนวณ kpi

Breakdown Rate = 100*Breakdown Time/Operation Time

หน่วยวัด kpi : %

ความถี่ในการวัดผล kpi

ควรรายงานเป็นสัปดาห์เพื่อให้หัวหน้างานใช้ติดตามสำหรับแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วโดยอาจแยกเป็นแผนกหรือเป็นแต่ละโรงงาน และน่าจะนำเสนอสรุปเป็นค่าเฉลี่ยเป็นรายเดือนหรือไตรมาสเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงทราบ

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. oee
  2. Availibility Rate
  3. MTBF
  4. MTTR

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Effective Time ในการผลิต

Chart Time

ภาพที่ 1 แผนภูมิเวลา

สวัสดีครับ บทความนี้ขอแสดงด้วยภาพเลยนะครับ ว่าจริงๆแล้ว Production Time ที่ใช้ผลิตสินค้า (Effective Time) ถูกรบกวนด้วยเหตุการณ์ใดบ้าง ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิตส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับเวลา Effective Time เหล่านี้ครับ

Effective Time สามารถเพิ่มได้หากเราดำเนินการลด Down Time มาดูกันครับว่า Down Time เหล่านี้มีอะไรบ้าง

Holiday คือวันหยุดการผลิตตามโรงงาน

Unused Time คือ เวลาที่เครื่องพร้อมผลิตแต่ไม่ได้ผลิตอันเกิดจากไม่มีแผนผลิตหรือการสั่งซื้อ

Planned Halt Time คือเวลาที่จงใจไม่ผลิตสินค้าเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร (pm)

Routine Production Stoopage คือเวลาที่ต้องหยุดเครื่องเป็นประจำทุกครั้งก่อนผลิตสินค้า เช่น setup time startup Adjustment Change over เป็นต้น

Unexpect stoppage คือเวลาที่หยุดโดยไม่คาดคิด (Breakdown time) เช่นเครื่องเสีย ไฟฟ้าดับ เป็นต้น

ก็คงไม่ต้องอธิบายมากครับ ฟ้องด้วยภาพหล่ะกันครับ เพราะท่านผู้อ่านคงจะพบกับ down time เหล่านี้ในตัวอย่าง kpi ต่อๆไป สวัสดีครับ

อ้อ การลด breakdown ต่างๆที่เสนอไว้ เราจะใช้การทำ TPM เข้าช่วยนะครับ

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Mean Time to Repair (MTTR)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้ขอนำเสนอ Lead kpi ที่จะมีผลต่อค่า OEE อีกชนิดหนึ่ง โดยจะเกี่ยวข้องกับ ค่า Availibility Rate นั่นคือค่า Mean Time to Repair (MTTR) และยังสามารถนำไปคำนวณค่า Availibility Rate ได้

จุดประสงค์ของการวัด kpi

เพื่อใช้แสดงระยะเวลาในการซ่อมเครื่องจักรให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ค่า MTTR เป็นการแสดงถึงการบริหารจัดการในการดูแลรักษษเครื่องจักรตั้งแต่กระบวนการวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักร การบริหารอะไหล่สำรอง ค่า MTTR ต่ำแสดงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการในการซ่อมบำรุงที่ดีและมีผลให้ค่า Availibility Rate สูงขึ้น

ขัอมูลดิบ

  1. Failure Date Time คือวันและเวลาที่เครื่องจักรเสียจนหยุดผลิต
  2. Reproduction Date Time คือวันและเวลาที่เครื่องจักรสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ

สูตรคำนวณ

MTTR = Reproduction Date Time - Failure Date Time

จากสูตรการคำนวณสามารถใช้สูตร Excel : Datediff คำนวณค่า MTTR ได้โดยง่าย

หน่วยวัด kpi : ชั่วโมงหรือวัน

การรายงาน

รายงานเป็นสัปดาห์เพื่อติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. MTBF

ตัวอย่าง kpi : Mean Time Between Failure(MTBF)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้จะเสนอ Productivity kpi ที่เกี่ยวข้องกับค่า OEE เป็น kpi ที่บ่งบอกผลโดยอ้อมของกระบวนการทำ TPM ได้เช่นกัน นั่นคือค่า Mean Time Between Failure นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้คำนวณค่า Availability Rate ได้อีกด้วย มาดูรายละเอียดกัน kpi ตัวนี้กันครับ

จุดประสงค์ของการวัด kpi

เพื่อใช้แสดงระยะเวลาระหว่างการที่เครื่องจักรเสียคราวที่ก่อนกับการเสียครั้งล่าสุด เป็นตัวบ่งชี้ถึงการยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรให้นานขึ้นก่อนจะเสียครั้งต่อไป หากการทำ TPM เกิดผล MTBF จะมีค่าสูงและจะส่งผลให้ค่า Availability Rate มีค่าสูงขึ้นด้วย ดังนั้นหากจะกล่าวว่า MTBF เป็น kpi ที่บ่งชี้ถึงสุขภาพเครื่องจักรก็คงไม่ผิดนัก

ข้อมูลดิบ

  1. Preavious Breakdown Date คือวันที่เครื่อจักรเสียครั้งก่อน
  2. Last Breakdown Date คือวันที่เครื่องจักรเสียครั้งล่าสุด

สูตรคำนวณ

MTBF = Preavious Breakdown - Last Breakdown Date

MTBF ที่ได้จากแต่ละเครื่องและแต่ละช่วงเวลาจะถูกนำมาหาค่าเฉลี่ย จะสังเกตเห็นว่าค่าสูตรการคำนวณ MTBF สามารถใช้สูตร Excel : Datediff มาคำนวณได้ ดังนั้นการเก็บข้อมูลดิบเพื่อคำนวณ ค่า MTBF ลงใน Excel จะทำให้สะดวกเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างการคำนวณ

MTBF = 30/8/53 – 1/8/53 = 29 วัน = 29*24 ชม

หน่วยวัด kpi : ชั่วโมงหรือวัน

การรายงาน

ควรรายงานค่า MTBF เป็นรายสัปดาห์เพื่อให้ทราบถึงสุขภาพของเครื่องจักรและจะได้ติดตามแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจแยกเป็นแต่ละเครื่องจักร หรือรวมกันเป็นแผนกหรือของโรงงาน

ข้อสังเกต

MTBF ถือว่าเป็น Lead kpi เนื่องจากเป็นตัวชี้นำให้เห็นแนวโน้มของปัญหาของสภาพเครื่องจักรซึ่งจะมีผลต่อการผลิตหรือคุณภาพสินค้า

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : ค่า OEE

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้ผมขอนำเสนอค่า OEE ที่กล่าวได้ว่าอยู่ในระดับ World class เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปเปรียบเทียบกับค่า oee ซึ่งคำนวณได้จริงของโรงงานท่าน จากที่ได้นำเสนอการคำนวณค่า oee ไปแล้วในบทความที่ผ่านมา ซึ่งท่านผู้อ่านก็ได้ทราบไปแล้วว่าค่า oee จะประกอบไปด้วยความพร้อมในการผลิต 3 ด้านคือ ความพร้อมด้านเครื่องจักร(Availability Rate) ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) คุณภาพของสินค้า (Quality Rate) โดยกล่าวได้ว่า ค่า oee ในระดับ word class จะมีเปอร์เซนต์ความพร้อมทั้งสามด้านดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงองค์ประกอบของค่า oee ในระดับ world class

OEE Factor

world class

Availability Rate

90.0 %

Performance Rate

95.0 %

Quality Rate

99.9 %

Overall OEE

85.0 %

จากตารางที่นำเสนอไปจะช่วยตรวจสอบการวัดค่าและการเก็บข้อมูลสำหรับคำนวณ kpi ที่เป็นองค์ประกอบของค่า oee ได้เป็นอย่างดี อย่าลืมนะครับ ค่า oee ที่คำนวณได้ไม่น่าจะเกิน 85.0 % นะครับ หากท่านคำนวณแล้วได้ oee มากกว่า 85.0 % ให้หยุดคิดซักนิดและกลับไปทบทวนดูนะครับ เพราะท่านจะเห็นว่าการดำเนินกิจกรรมคุณภาพเพื่อให้ได้ค่า Quality Rate สูงถึง 99.9 % คงไม่ใช่เรื่องง่ายใช่หรือไม่ครับ ดังนั้นหากใครกล่าวว่า โรงงานสามารถดำเนินการผลิตโดยค่า oee มากกว่าหรือเท่ากับ 85.0 % ขอให้ช่วยสะกิดท่านผู้นั้นเบาๆและช่วยแนะนำการคำนวณค่า kpi ที่ถูกต้องดังที่ผมนำเสนอในตัวอย่าง kpi ที่กล่าวมาแล้ว การดำเนินการเพื่อให้ค่า oee ของกระบวนการผลิตหรือของโรงงานนั้นๆสูงขึ้นนั้น ในปัจจุบันได้ใช้หลักของ TPM เข้ามาบริหารจัดการครับอยากทราบว่าทำอย่างไรรอติดตามในบทความต่อๆไปนะครับ สวัสดีครับ

ตัวอย่าง kpi การผลิต

  1. oee
  2. Availability Rate
  3. Performance Rate
  4. Quality Rate

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

KPIs คืออะไร

KPIs คืออะไร หลายท่านที่ติดตามบทความของ blog นี้ คงได้อ่านบทความเกี่ยวกับตัวอย่าง KPIs การวัด KPIs ระบบการประเมินผล KPIs มาบ้างแล้ว บทความนี้ผมจึงขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านรู้จัก KPIs กันว่า KPIs คืออะไร ท่านที่ทราบแล้วก็คงไม่ว่ากันนะครับ

ความหมายของ KPIs

KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานหลักที่แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของภาระกิจนั้นๆประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

มาดูว่า KPIs แบ่งออกเป็นกี่ประเภท

1 KPIs ตามหน้าที่งาน(Job KPIs)

หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการปฏิบัติงานเทียบกับผลที่องค์กรคาดหวังจากตำแหน่งงานนั้นๆ ถ้าลักษณะงานไม่เปลี่ยน KPIs จะเป็นตัวเดิม KPIs ตำแหน่งงานเดียวกันในองค์กรต่างๆจะไม่แตกต่างกัน

2 KPIs เชิงกลยุทธ์(Strategic KPIs)

หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์หรือวัตถุประสงค์กลยุทธ์ ซึ่ง KPIs นี้มีการเปลี่ยนแปลงตามกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่ง KPIs ออกได้อีก 2 กลุ่มดังนี้

1 Laging indicator

หมายถึงกลุ่ม KPIs ที่เป็นค่าวัดผลรวมสรุป ซึ่งจะได้ค่าหลังจากงานนั้นสำเร็จไปแล้ว เช่น จำนวนสินค้าที่ผลิตได้ Quality Rate ,OEE Performance Rate , Availability Rate เป็นต้น หรือหากพิจารณากิจกรรมการลดน้ำหนัก จะนิยมใช้ค่า BMI เป็น KPI ของการลดน้ำหนัก

2 Lead indicator

หมายถึงกลุ่ม KPIs ที่เป็นค่าวัดผลแล้วแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในอนาคต เช่น จำนวนสินค้าที่ผลิตต่อชั่วโมง จำนวนของเสียที่เกิดขึ้นสูงสุดต่อหนึ่งชั่วโมงเป็นต้น

ความถี่ในการวัด KPIs

ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ KPIs ที่ต้องการวัด แต่ KPIs ในกลุ่ม Lead indicator อาจต้องวัดเป็นรายชั่วโมงก็เป็นได้ เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาได้อย่างทันเวลา

ความยุ่งยากของระบบ KPIs คือ การเลือก KPIs ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาระกิจของตำแหน่งงานหรือขององค์กรนั้น และท้ายสุดสิ่งที่สำคัญก็คือการวัดผล KPIs เหล่านั้นและการประเมินผล KPIs ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เอาหล่ะครับก็อธิบายพอสมควรหวังว่าท่านผู้อ่านจะพอรู้จักบ้างแล้วนะครับว่า KPIs คืออะไร

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Performance Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้ขอนำเสนอ องค์ประกอบที่สามของการคำนวณค่า OEE นั่นคือ ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) จุดประสงค์ในการวัด kpi ตัวนี้ก็เพื่อ วัดความเร็วในการผลิตสินค้า ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพของเครื่องจักรและความสามารถของผู้ปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ความเร็วในการผลิตสินค้าบางครั้งไม่สามารถคำนวณได้โดยตรง เนื่องจากมีความสูญเสียที่ไม่สามารถจับเวลาได้ แต่ก็ทำให้เครื่องจักรเสียกำลัง เช่น ไฟตก เครื่องเดินไม่เรียบเครื่องสะดุดหรือหยุดเล็กน้อย เป็นต้น เวลามาตรฐานในการทำงานต่อชิ้นสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาในการคำนวณได้ เพราะหากทราบเวลามาตรฐาน ก็จะทราบว่าตามเวลาเดินเครื่องควรจะผลิตงานได้กี่ชิ้นและในความเป็นจริงผลิตได้กี่ชิ้น

ข้อมูลการวัด kpi

  1. Theoritical Cycle Time คือเวลาที่ใช้ในการผลิตสินค้า 1 หน่วย (นาทีต่อชิ้น)
  2. Actual Output คือจำนวสินค้าที่ผลิตได้
  3. Operation Time = Loading Time - Downtime

สูตรการคำนวณ kpi

clip_image002

หน่วยวัด kpi : %

การรายงานผล kpi ควรรายงานเป็นรายสัปดาห์เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

จบจากตัวอย่าง kpi นี้แล้ว บทความต่อไปผมจะนำเสนอ kpi template ในรูปแบบของสูตร excel เพื่อใช้บันทึกและคำนวณค่า OEE ต่อไปครับ สวัสดีครับ

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. OEE
  2. Quality Rate
  3. Availability Rate

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Availability Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิต ที่จะนำเสนอในบทความนี้เป็นองค์ประกอบที่ 2 ที่ใช้ในการวัด kpi ของค่า OEE หลังจากได้กล่าวถึง Quality Rate ไปแล้วในบทความที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวชี้วัดในด้านคุณภาพของสินค้า ตอนนี้มาพิจารณาความพร้อมใช้ของเครื่องจักรหรือของกระบวนการผลิตกันครับ kpi ตัวที่ใช้วัดคือ ความพร้อมของเครื่องจักร(Availability Rate) ซึ่งใช้วัดความพร้อมของเครื่องจักรที่สามารถผลิตสินค้าได้จริง โดยนำเวลาที่ใช้ในการผลิต (Loading time) หักออกจากเวลาสูญเสียทั้งหมดออกไป มาดูกันครับว่าเราต้องใช้ข้อมูลดิบอะไรบ้าง

  1. Working Time คือเวลาทำงานทั้งหมดของเครื่องจักรที่กำหนดตามแผน
  2. Planned Halt Time คือเวลาที่เครื่องจักรหยุดโดยมีการกำหนดเอาไว้ เช่น การประชุมประจำก่อนเริ่มงาน การกำหนดหยุดซ่อมเครื่องจักร(การ PM เครื่องจักร) เป็นต้น
  3. Down Time คือ เวลาที่สูญเสียไปเนื่องจักรเครื่องจักรไม่สามารถทำงานหรือผลิตสินค้าได้
  4. Loading Time = Working Time - Planned Halt Time

สูตรคำนวณ kpi

clip_image002[5]

หน่วยวัด kpi : %

การรายงานผลการวัด kpi

ควรรายงานการวัด kpi เป็นรายสัปดาห์เพื่อให้สามารถติดตามการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจแยกเป็นเครื่องจักร หรือเป็นกระบวนการผลิต หรือรวมเป็นแต่ละโรงงาน

ข้อสังเกต

เนื่องจากการคำนวณ Availability Rate เกี่ยวข้องกับเวลาในการผลิต ดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเวลาในการผลิตเพื่อให้นำไปคำนวณ kpi ได้อย่างถูกต้องรวมถึง ตัวอย่าง kpi อื่นๆที่จะกล่าวต่อไป โดยเวลาที่กล่าวถึงในการผลิตมีดังนี้

  1. Total Time คือเวลาเป็นนาทีในหนึ่งสัปดาห์ (กรณีเป็นการวัด kpi รายสัปดาห์) มีค่าเท่ากับ 7*24*60 = 10,080 นาที ต่อสัปดาห์/เครื่อง
  2. Available Time = Total Time – Unavailable Time เมื่อ Unavailable Time คือวันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดประจำปีที่ตรงกับสัปดาห์นั้นๆ หน่วยเป็น นาที
  3. Used Time = Available Time - Available Unsed Time เมื่อ Available Unsed Time คือเวลาที่เครื่องพร้อมผลิตแต่ไม่สามารถผลิตได้เนื่องจากไม่มีแผนผลิตหรือการสั่งซื้อ
  4. Operation Time = Used Time - Planned Halt Time เมื่อ Planned Halt Time คือ เวลาที่จงใจวางแผนไม่ผลิตสินค้าเช่น เวลาในการวางแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักร เวลาในการประชุมประจำวันก่อนเริ่มงานเป็นต้น
  5. Production Time = Operation Time - Routine Operation Time เมื่อ Routine Operation Time คือเวลาที่ต้องหยุดเครื่องจักรเป็นประจำ เช่น Cleaning , Start up, Adjustment , Shut down,Change over
  6. Effective Time = Production Time – Unexpect Stoppage เมื่อ Unexpect Stoppage คือเวลาที่หยุดโดยไม่คาดคิด เช่น เครื่องจักรเสีย วัตถุดิบหมดกระทันหัน ไฟดับ นำไม่ไหล คนงานมีจำนวนไม่พอ เป็นต้น

จากนิยามของเวลาในการผลิตจะพบว่า หากเราสามารถลด Unexpect Stoppage หรือ Down Time และ Planned Halt Time ลงได้ จะทำให้เครื่องจักรมีความพร้อมที่จะผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงได้ในรูปของ Availability Rate สิ่งที่ควรระวังในการคำนวณ Availability Rate คือการนิยาม Down Time และ Planned Halt Time ให้ชัดเจนเพื่อความถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีการคำนวณหา Availability Rate อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งใช้ค่า MTTR และ MTBF ช่วยคำนวณ

เอาหล่ะครับ บทความนี้ผมก็ได้นำเสนอ ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิตที่บ่งชี้ด้านสุขภาพของเครื่องจักรในการผลิตของเราไปแล้วนะครับ ในบทความต่อๆไปผมจะได้นำเสนอ kpi template ในรูปแบบของ excel เพื่อใช้วัด Availability Rate และให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้ในการวัด kpi กันได้ต่อไปครับ ดูตัวอย่าง kpi ที่ผมนำเสนอได้ตามหัวข้อด้านล่างเลยครับ

ตัวอย่าง kpi ที่เกี่ยวข้อง

  1. OEE
  2. Quality Rate
  3. Performance Rate

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : Quality Rate (kpi ด้านการผลิต)

ตัวอย่าง kpi ในบทความนี้จะกล่าวถึง kpi ด้านการผลิตที่เป็นองค์ประกอบ 1 ใน 3 ของข้อมูลดิบซึ่งใช้ในการประเมินผลค่า OEE โดยเป็น kpi ซึ่งสามารถทำการวัด kpi ได้ไม่ยากมากนัก นั่นคือ ค่า Quality Rate(คุณภาพของสินค้า) จุดประสงค์ในการวัด kpi นี้คือใช้วัดปริมาณสินค้าที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และยังนำไปเป็นข้อมูลดิบสำหรับการวัด kpi ค่า OEE เรามาดูข้อมูลดิบที่ต้องใช้ในการวัดคุณภาพสินค้ากันเลยครับ

  1. Defect คือจำนวนสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้
  2. Actual Output คือจำนวนสินค้าที่ผลิตได้ทั้งหมด

สูตรคำนวณ kpi

clip_image002

หน่วยการวัด kpi : %

การรายงานผลหรือการวัดผล kpi

การรายงานผลควรประเมินผลเป็นรายสัปดาห์เพื่อใช้ติดตามผลและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจแยกออกเป็นแต่ละฝ่ายแต่ละแผนก หรือแต่ละโรงงาน และควรสรุปค่าเฉลี่ยของ Quality Rate เพื่อรายงานต่อผู้บริหารระดับสูงต่อไป

ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า Quality Rate เป็น ตัวอย่าง kpi ที่เข้าใจได้ง่ายและสามารถวัดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถสร้างเป็น kpi template ใน Excel ได้ไม่ยากนัก

สิ่งที่พึงระมัดระวังเป็นอย่างมากในการวัด kpi ตัวนี้คือ การนับจำนวน defect ของสินค้า ผู้ทำการเก็บข้อมูลต้องทำความตกลงกันให้ชัดเจนในส่วนของมาตรฐานของสินค้า มีคำถามทิ้งท้ายให้ท่านผู้อ่านลองตัดสินดูนะครับ สินค้าที่ต้อง Rework จะถูกนับเป็น defect ของสินค้าหรือไม่ เพราะอย่าลืมนะครับว่า Quality Rate เป็น 1 ใน 3 ขององค์ประกอบในการคำนวณค่า OEE ดังนั้นหากการวัด kpi ไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อค่า OEE ที่จะคำนวณในขั้นตอนต่อไปครับ

ตัวอย่าง kpi ด้านการผลิต

  1. OEE
  2. Availability Rate
  3. Performance Rate

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ตัวอย่าง kpi : OEE kpi ด้านการผลิต

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้ผมขอเสนอเนื้อหาอีกด้านหนึ่งของ blog จากที่ผ่านมาผมได้เสนอวิธีการประเมินผล kpi ไปแล้วบางส่วน แต่ในระบบ kpi นอกจากวิธีการประเมินผล kpi แล้ว การวัด kpi และ การรวบรวมตัวอย่าง kpi ก็มีความสำคัญเนื่องจากการเลือก kpi ที่เหมาะสมจะทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในด้านต่างๆได้มากขึ้น บทความในหมวดนี้จึงขอนำ ตัวอย่าง kpi มาแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบ ในบทความนี้ขอนำเสนอ kpi ด้านการผลิตที่นิยมใช้ในการวัดประสิทธิภาพการผลิตนั่นคือ Overall Equipment Efficiency หรือ เรียกย่อๆว่าค่า OEE จุดประสงค์สำคัญของการวัด OEE ก็เพื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต ครอบคลุมถึงความพร้อมของเครื่องจักร (Availability Rate) ความเร็วในการผลิตสินค้า (Performance Rate) และคุณภาพของสินค้า (Quality Rate) เมื่อพิจารณาค่า OEE จะเห็นว่าเป็น ตัวอย่าง kpi ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็น kpi ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายผลิตเน้นการทำงานด้านใดด้านหนึ่ง ฝ่ายผลิตจะต้องใส่ใจกับปัจจัยทั้งสามด้าน

ข้อมูลดิบ

1. %Availability Rate (AR)

2. %Performance Rate (PR)

3. %Quality Rate (QR)

OEE calculations

OEE = (%AR)*(%PR)*(%QR)/10,000

หน่วย kpi : เปอร์เซนต์

การรายงานหรือการวัด kpi

ควรรายงานเป็นสัปดาห์เพื่อใช้ติดตามหรือแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โดยอาจแยกเป็นแต่ละแผนก หรือแต่ละสายการผลิต หรือแต่ละโรงงาน อาจมีการสรุปเป็นรายเดือนหรือไตรมาสต่อผู้บริหาร โดยปกติค่า OEE จะอยู่ประมาณ 80%

การจัดเก็บข้อมูลดิบทั้งสามในรูปแบบของไฟล์ excel เพื่อนำมาคำนวณค่อนข้างซับซ้อนพอสมควรเนื่องจากข้อมูลดิบต่างๆที่ต้องจัดเก็บจะต้องมีความถูกต้องและตรงกับการนิยามค่าของข้อมูลดิบทั้งสาม โดยจะนำเสนอเป็นตัวอย่าง kpi ในบทความต่อๆไปนะครับ สวัสดีครับ

หมายเหตุ

OEE อาจจะใช้วัดประสิทธิภาพการทำงานในงานด้านอื่นได้นอกจากงานด้านการผลิต เช่นด้าน IT

Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com