แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนี้บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การใช้ pivot table ใน excel ช่วยวิเคราะห์รายจ่ายประจำวัน

ผมเคยนำเสนอ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย excel : Pivot Table ไปแล้วในบทความแรกๆของ blog ในบทความนี้จะขอกล่าวถึง Pivot table อีกครั้ง ตามปกติท่านผู้อ่านจะมีรายการใช้จ่ายในแต่ละวันมากมายทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น โดยรายจ่ายบางรายการถือว่าไม่จำเป็นซึ่งจะเป็นรอยรั่วทางการเงินของเราครับ สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเงินให้ได้หรือต้องการปลดหนี้ ทั้งหนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อ ขั้นตอนแรกที่กูรูทางการเงินส่วนบุคคลแนะนำคือ การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายประจำวันของครอบครัว หรือของตัวเอง เพื่อกำจัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป โดยการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายประจำวันในแต่ละเดือน ซึ่งการบันทึกรายจ่ายต่างๆลงใน excel ก็เป็นวิธีการที่ดี โดยขอให้จำแนกรายจ่ายต่างๆลงเป็นหมวดหมู่ต่างๆ และนำ Pivot table เข้ามาช่วยจำแนกค่าใช้จ่ายหมวดต่างๆได้อย่างไม่ยากนัก จากนั้นให้ท่านผู้อ่านกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายในหมวดต่างๆ และกำหนดวิธีการที่จะลดค่าใช้จ่ายในหมวดต่างๆที่ไม่จำเป็น โดยระหว่างที่ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายประจำวันนั้นก็ให้ท่านบันทึกลงใน excel และใช้ Pivot table วิเคราะห์ในทุกๆเดือน หากวิธีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของท่านผู้อ่านได้ผล ท่านก็จะมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นทุกเดือน Excel เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ท่านวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ แต่จะได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านหล่ะครับ ผมขอยกตัวอย่างการบันทึกรายจ่ายประจำวันขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้เห็นแนวทาง โดยจะแบ่งหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้ดังนี้
1. ค่าอาหารและเครื่องดื่ม 
2. ค่าชำระบัตรเครดิตแต่ละเดือน
3. ค่าผ่อนสินค้า
4. ค่าเดินทาง
5. ค่าเสื้อผ้า
6. ค่าศึกษาหาความรู้
7. ค่าสาธารณูปโภค
8. ค่าน้ำมัน
9. ค่าสันทนาการ เช่น เที่ยว ดูหนัง ดูเดี่ยว11
10. ค่าทำบุญทำทาน
11. ค่าซ่อมรถ

การออกแบบตารางใน excel เพื่อเตรียมการบันทึกข้อมูลเป็นไปตามภาพที่ 1 โดยจะกำหนดให้ หลัก หมวด เป็นแบบรายการแบบไดนามิกส์ (ผมได้นำเสนอวิธีการสร้างรายการแบบไดนามิกส์ไปแล้วไปศึกษาได้ครับ) เพื่อให้สะดวกในการเลือก หมวด รายการค่าใช้จ่ายครับ 


ภาพที่ 1 ตัวอย่างตารางสำหรับบันทึกข้อมูล

เมื่อท่านใช้ Pivot Table วิเคราะห์ข้อมูลตามที่ได้อธิบายใน การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายด้วย excel : Pivot Table ท่านจะได้ข้อสรุปค่าใช้จ่ายตามหมวดหมู่ต่างๆ ดังภาพที่ 2 จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของท่านที่จะกำหนดแผนที่จะลดค่าใช้จ่ายประจำวันที่ไม่จำเป็นออกไปครับ และก็วนบันทึกข้อมูลรายจ่ายประจำวันของเดือนต่อไปและใช้ Pivot Table วิเคราะห์ผลการดำเนินงานครับ ขอให้ประสบความสำเร็จในการลดรายจ่ายและเพิ่มเงินเก็บนะครับ ยังมีตัวอย่างการใช้ Pivot Table มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอีกโปรดติดตามครับ



ภาพที่ 2 ผลที่ได้จากการใช้ Pivot Table 

หัวข้อเกี่ยวข้องกับการใช้ Pivot Table




วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

การใช้ excel คำนวณดอกเบี้ยทบต้น (Compound interest)

สวัสดีครับ blog การใช้ excel ขอนำเสนอวิธีการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น หรือที่เรียกว่า Compound interest เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่กำลังเป็นนักลงทุนหรือกำลังจะกู้เงินได้เป็นแนวทางในการตัดสินใจครับ ก่อนอื่นมารู้จัก ดอกเบี้ยทบต้นก่อน ดอกเบี้ยทบต้นคือ การคำนวณดอกเบี้ย โดยคิดจากจำนวนเงินต้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการนำดอกเบี้ยในแต่ละงวดที่คิดดอกเบี้ยมารวมเป็นเงินต้นในงวดต่อๆไป ดังนั้นดอกเบี้ยในงวดถัดๆไปจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเนื่องจาก เงินต้นถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจะดอกเบี้ยสะสมในแต่ละงวด เรามาเปรียบเทียบการคิดดอกเบี้ยในเงื่อนไขคาบเวลาการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน โดยสมมุติให้ เงินกู้จำนวนหนึ่งคิดดอกเบี้ยเป็นรายปีในอัตราร้อยละ 6 ในขณะที่เงินกู้จำนวนเดียวกันคิดดอกเบี้ยทุกๆ 4 เดือนในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี เราจะสร้างตารางคำนวณใน excel   โดยกำหนดให้ หลัก B เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี ในหลัก C ของเงินกู้ 2 กำหนดรายการคาบเวลาการคิดดอกเบี้ยให้เลือก มีรายการดังนี้ รายปี ทุกครึ่งปี ทุก 4 เดือน ทุก 3 เดือน ทุก 2 เดือน และรายเดือน โดยใช้สูตร excel if เพื่อแสดงจำนวนครั้งในการคิดดอกเบี้ยต่อปีให้เป็น 1, 2, 3, 4,6 และ 12 เดือนในเซลล์ D3 ตามลำดับ ในเซลล์ E3 คำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี โดยใช้สูตร excel เป็น E3 =(1+B3/D3)^D3 - 1 ดังแสดงในภาพที่ 1
 
 
ภาพที่ 1 ตารางคำนวณดอกเบี้ยทบต้นใน excel
 
ให้ท่านทดลองปรับเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยหรือ ลักษณะการคิดดอกเบี้ยในตาราง excel ท่านจะพบว่า การลงทุนหรือการกู้เงินที่มีการคิดดอกเบี้ยถี่ๆ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีจะสูงกว่า ซึ่งเราคงต้องการวิธีคิดดอกเบี้ยถี่ๆสำหรับการลงทุน แต่คงไม่ต้องการสำหรับการกู้เงินหรือการเป็นหนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งคิดเป็นรายวันนั่นเอง หากเพิ่มความถี่ในการคิดดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อยๆ ดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเข้าใกล้ค่าๆหนึ่ง เราจะเรียกการคิดดอกเบี้ยลักษณะนี้ว่า ดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่อง จากตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี หากกำหนดการคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันจะพบว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับร้อยละ 6.18 หากเพิ่มความถี่เป็น 10,000 จะพบว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับร้อยละ 6.18 เช่นกัน ท่านสามารถเพิ่มรายการคิดดอกเบี้ยรายวันลงในรายการได้ โดยกำหนดจำนวนครั้งในการคิดต่อปีเท่ากับ 365 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าดอกเบี้ยทบต้นต่อเนื่องมีค่าเท่ากับร้อยละ 6.18 กรณีดอกเบี้ยบัตรเครดิต ซึ่งตามกฏหมายกำหนดให้ไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปีจะเท่ากับ ร้อยละ 32.30 ครับ น่าเป็นห่วงคนเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือคนคิดจะกู้เงินบัตรเครดิตจริงๆ ก็หวังว่าตาราง excel และสูตร excel ที่พัมนาขึ้นคงช่วยท่านผู้อ่านประกอบการตัดสินใจในการลงทุนหรือกู้เงินได้ครับ
 

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การใช้แผนภูมิพาเรโตวิเคราะห์ด้านการเงิน (finance)

ผมได้นำเสนอการใช้ excel สร้างแผนภูมิพาเรโตไปแล้วในบทความที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะพบการใช้แผนภูมิพาเรโตในงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่เมื่อพิจารณาแนวคิดของแผนภูมิพาเรโตจะพบว่าเป็นแผนภูมิที่ใช้วิเคราะห์ปัญหาได้ทั่วๆไป ที่ผ่านมาผมได้เคยนำเสนอการบันทึกรายจ่ายประจำวัน และการบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวันให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไปแล้ว ซึ่งจะพบว่าการบันทึกข้อมูลดังกล่าวสามารถทำได้ง่ายเพียงใช้สูตร excel แต่ปัญหาหลักคือการควบคุมการใช้จ่ายเพื่อให้มีการใช้จ่ายต่ำที่สุดหรือการกำจัดรายจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป การใช้แผนภูมิพาเรโตจะช่วยท่านวิเคราะห์หาเหตุที่ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นได้ครับ ลองนำไปประยุกต์กันครับ
ในขณะเดียวกันหากใช้แผนภูมิพาเรโตช่วยวิเคราะห์สาเหตุเราจะมีหลักเกณฑ์ใดที่ช่วยในการเลือกปัญหาที่วิกฤตมาแก้ไขก่อน ปัญหาวิกฤตไม่จำเป็นต้องเป็นหัวข้อที่มีความถี่สูงที่สุดเพียงข้อเดียว หลักของการหาจุดวิกฤตดังกล่าวคือให้พิจารณาจุดที่ความชันของเปอร์เซนต์สะสมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากความชันมากไปยังความชันน้อย โดยหัวข้อของปัญหาที่อยุ่ด้านซ้ายของจุดดังกล่าวจะเป็นหัวข้อปัญหาที่ต้องรีบหาวิธีการแก้ไขโดยด่วนครับ ดังแสดงในภาพที่ 1
ภาพที่ 1 จุดวิกฤตของแผนภูมิพาเรโต

ในด้านการเงินมีประเด็นที่น่าสนใจที่อยากจะนำเสนอท่านผู้อ่าน นั่นคือการใช้แผนภูมิพาเรโตช่วยจัดลำดับความสำคัญของการชำระหนี้สิน จากที่เคยนำเสนอมาแล้วว่า หนี้สินแบ่งออกได้หลายประเภทเช่นหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อ หนี้นอกระบบ หนี้จากญาติพี่น้อง เป็นต้น บางครั้งการพิจารณาเฉพาะเงินต้นเพียงอย่างเดียวด้วยแผนภูมิพาเรโตอาจจะไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของการชำระหนี้สินได้  การแจกแจงเป็นดอกเบี้ยต่อปีหรือต่อเดือนที่ต้องชำระและใช้แผนภูมิพาเรโตช่วยวิเคราะห์จะเห็นความชัดเจนของหนี้สินที่เราต้องจัดการชำระก่อนเป็นลำดับต้นๆครับ ดังนั้นจุดสำคัญของการใช้แผนภูมิพาเรโตคือการกำหนดหัวข้อของปัญหาหรือปริมาณที่จะวัดให้ถูกต้องสามารถสะท้อนถึงปัญหาที่ต้องการแก้ครับ 
  

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนี้บัตรเครดิตตัวเลือกลำดับท้ายๆของการบริหารการเงินบุคคล(Credit Card)

หนี้บัตรเครดิตเป็นปัญหาการบริหารการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบัน ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของสังคม และเป็นต้นเหตุของการเป็นหนี้นอกระบบในลำดับถัดมา ในบทความนี้จึงอยากนำเสนอทางเลือกการบริหารหนี้บัตรเครดิตให้กับท่านผู้อ่าน บัตรเครดิตหากเราสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ตามกำหนดของสถาบันที่ปล่อยหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิตก็จะเท่ากับ 0 แต่ในสภาพปัจจุบัน แต่หากชำระเงินต้นของหนี้บัตรเครดิตไม่ครบตามใบแจ้งหนี้ ดอกเบี้ยจากหนี้บัตรเครดิตก็จะถูกคำนวณทันที ซึ่งในส่วนดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะถือว่ามากพอสมควร จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา แหล่งสินเชื่อที่เราควรจะพิจารณาก่อนขอสินเชื่อ (ขอเป็นหนี้) หากเรียงลำดับตามอัตราดอกเบี้ยจะสามารถเรียงได้ดังนี้

1. แหล่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินด้านเกษตรกร ดังนั้นหากใครสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อนี้ได้ให้ทำเป็นลำดับแรก (ธกส , สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น)

2. สินเชื่อบ้าน หมายถึงการจำนองบ้านหรือที่ดิน ซึ่งเหมาะกับท่านที่มีสินทรัพย์

3.สินเชื่อบัตรเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นแบบลดต้นลดดอก

4.หนี้บัตรเครดิต

5.หนี้นอกระบบ

ความตั้งใจที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็เพียงแต่หวังว่า หากจำเป็นจะต้องเป็นหนี้ ขอให้หนี้บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายและหากสามารถรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตได้ก็ควรเลือกเป็นหนี้ระยะยาวแทน การเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ อย่าให้เลยไปถึงหนี้นอกระบบ ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งครับ แต่เหนืออื่นใดหากลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ท่านก็ห่างไกลจากการเป็นหนี้อย่างแน่นอนครับ โชคดีไม่มีหนี้

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตด้วยบัตรกดเงินสด (Credit card)

วันนี้จะขอนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตอีกวิธีหนึ่ง จากบทความที่ผ่านมาผมได้นำเสนอการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเข้ามาช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ตรงที่ สินเชื่อบุคคลจะต้องผ่านการอนุมัติจากแหล่งให้สินเชื่อ ซึ่งความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการอนุมัติก็ยังมีอยู่ วันนี้เรามาดูเทคนิคการใช้บัตรกดเงินสดมาช่วยในการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตกันครับ ขอย้ำว่าหนี้บัตรเครดิตที่จะชำระต้องไม่มากเกินไป และบล๊อกผมไม่ได้ส่งเสริมให้ท่านผู้อ่านใช้จ่ายเกินรายได้นะครับ มาดูกันเลยครับ วิธีการนี้จะเหมาะกับพนักงานรายเดือนที่ผมเชื่อว่าจะถูกแหล่งให้สินเชื่อเชิญชวนสมัครบัตรกดเงินสดอยู่แล้ว ผมแนะนำให้มีเก็บไว้ซักใบหนึ่ง การรีไฟแนนซ์จากบัตรกดเงินสดสามารถทำได้โดยง่ายเนื่องจากเราสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM มาชำระหนี้บัตรเครดิตได้ทันที เหตุที่แนะนำการใช้บัตรกดเงินสดช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตมีดังนี้

1. ไม่ต้องรอการอนุมัติเหมือนสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ยอดชำระขั้นต่ำน้อยกว่าหนี้บัตรเครดิต

3. เราสามารถวางแผนการชำระหนี้บัตรกดเงินสดเป็นแบบระยะยาวได้

ในขณะที่ข้อเสียหรือจุดเสี่ยงที่ท่านผู้อ่านพึงตระหนักของวิธีการนี้คือ

1. ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดเท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิต

2. มียอดขั้นต่ำที่ต้องชำระ ซึ่งจะต้องศึกษาถึงความสามารถในการจ่ายขั้นต่ำจากรายได้ของท่านผู้อ่านด้วยครับมิเช่นนั้นจะถูกคิดค่าปรับด้วยครับ

จากที่ผมได้ชี้แจ้งข้อดีข้อเสียของการใช้บัตรกดเงินสดช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต มีกฏเหล็กที่ผู้เป็นหนี้บัตรเครดิตต้องปฏิบัติคือ ระหว่างช่วงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตห้ามก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอีกครับ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาแบบงูกินหางซึ่งจะทำให้ท่านไม่สามารถหลุดพ้นจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตลงได้ ครับ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล (Personal loan)

การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้สินของคนยุคใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด โดยปกติแล้ว หลักการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตให้ได้ประโยชน์ซึ่งได้เคยกล่าวมาแล้วใน blog นี้ แต่จะขอกล่าวอีกครั้ง ว่าสิ่งสำคัญคือท่านต้องชำระคืน 100% ในระยะเวลาที่กำหนดของบัตรเครดิตแต่ละใบครับ ซึ่งจะทำให้ท่านผู้อ่านไม่ต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตซึ่งมีอัตราค่อนข้างสูงประมาณ 28% ต่อปีซึ่งการคำนวณดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ง่ายโดยใช้สูตร excel ในปัจจุบันหลายท่านประสบปัญหาในการจ่ายชำระบัตรเครดิตในเงื่อนไขดังกล่าว และเริ่มมีการจ่ายไม่เต็มวงเงินที่ใช้ ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ในงวดถัดมาเราต้องเสียดอกเบี้ยให้กับเจ้าของบัตรเครดิตนั้นครับ และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือเมื่อเริ่มติดค้างเงินต้นและดอกเบี้ยบัตรเครดิตมากขึ้นหลายท่านเริ่มจ่ายในอัตราขั้นต่ำ 10% ซึ่งตรงนี้ทำให้เกินอาการดอกทบต้น ต้นทบดอกมากขึ้นเรื่อยๆ จะสังเกตุว่าปัจจัยที่เราต้องพบกับปัญหานี้ก็คือระยะเวลาในการชำระหนี้สั้นเกินไปและยอดขั้นต่ำที่ต้องชำระ แต่ก็เป็นไปตามกฎของบัตรเครดิตอยู่แล้ว ดังนั้นการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้บัตรเครดิตก็คือการกู้เงินจากสินเชื่อบุคคลมาชำระหนี้บัตรเครดิตที่ค้างไว้ และเราจะมีภาระกับสินเชื่อบุคคลต่อไปซึ่งการยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปเป็นระยะยาวได้ ซึ่งวิธีการนี้จะเรียกว่า การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โดยอาศัยช่องทางของสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเปิดช่องให้ท่านกู้เงินได้ในระยะยาว 5 – 6 ปี ได้ ซึ่งจะทำให้ท่านลดภาระในการผ่อนชำระลงได้ แต่ข้อสำคัญนะครับ อย่าปล่อยให้ปัญหาการผ่อนชำระบัตรเครดิตของท่านยืดเยื้อจนท่านติดเครดิตบูโร ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ท่านจะขอสินเชื่อบุคคลผ่านนั้นทำได้ยากมากขึ้น การเลือกสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อส่วนบุคคลนั้นมีหลักการพิจารณาดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเงินกู้ที่ท่านต้องการและอาจจะมีอัตราที่ต่ำกว่าบัตรเครดิต

2. ระยะเวลาของสินเชื่อ ผมได้นำเสนอวิธีการสร้างตารางการผ่อนชำระสินเชื่อ ซึ่งเราควรจะเลือกระยะเวลาที่เราสามารถผ่อนชำระต่อเดือนได้อย่างพอเพียง และไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตอื่นๆ

3. จำนวนเงินผ่อนชำระต่อเดือนต้องสมดุลกับรายรับรายจ่ายแต่ละเดือน แนะนำว่าควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ครับ

ครับบทความนี้ผมตั้งใจจะนำเสนอวิธีการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตด้วยการขอสินเชื่อเพราะมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าบัตรเครดิต แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตรงที่อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็เป็นได้ครับ โดยสถาบันการเงินจะตรวจสอบประวัติของท่านก่อนการอนุมัติสินเชื่ออยู่แล้ว ดังนั้นวิธีการนี้จะเหมาะสำหรับกรณีที่สถานะการเงินของท่านยังไม่วิกฤตมากนักครับ และอีกอย่างหนึ่งท่านผู้อ่านอย่าไปคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่เราต้องจ่ายให้กับแหล่งให้สินเชื่อนะครับ เสียเวลาปล่าวๆ เราต้องทำใจกับดอกเบี้ยก้อนนี้ และสุดท้ายที่สำคัญอย่าสร้างหนี้ก้อนใหม่จากบัตรเครดิตขึ้นมาอีกจนไม่สมดุลกับรายรับรายจ่ายนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

หนี้สินจากบัตรเครดิตหลีกเลี่ยงอย่างไร (Credit Card loan)

บัตรเครดิต เป็นเสมือนกระเป๋าเงินอีกใบของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นช่องทางหนึ่งที่อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งยามปกติและยามฉุกเฉิน แล้วเราต้องรู้อะไรเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่จะใช้บ้างมาดูกันเลยครับ

1. อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆของบัตรเครดิตมีอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งในปัจจุบันเกือบทุกธนาคารจะยกเว้นในปีแรกสำหรับค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนค่าธรรมเนียมแรกเข้าผมยังไม่เคยเจอเรียกเก็บเลย ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีของปีถัดไป ส่วนใหญ่ขอยกเว้นได้หากเรามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต อย่าลืมโทรไปขอยกเว้นด้วยนะครับหากมีใบแจ้งหนี้มา (ที่ผมเคยเจอจะยกเว้นให้ทุกครั้งครับ หากไม่ขอแนะนำให้ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวซะ)

2. อัตราดอกเบี้ยหากผิดนัดชำระ วิธีการคิดการผิดนัดชำระดอกเบี้ย
หากผ่อนชำระคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร รอบการตัดบัญชีของบัตรเครดิต(สำคัญมาก เพราะเราจะได้วางแผนการใช้และชำระได้เหมาะสม)

3. บริการเสริมอื่นๆของบัตรเครดิต เช่น มีประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตหรือไม่ มีส่วนลดในการซื้อหรือผ่อนสินค้าและบริการที่ไหนได้บ้าง คะแนนสะสมในการใช้บัตรเครดิตเป็นอย่างไร (ส่วนใหญ่จะเหมือนๆกัน)


คำถามหลังจากทราบข้อกำหนดต่างๆของบัตรเครดิตแล้ว เราจะทำอย่างไรให้สามารถหลีกเลี่ยงหนี้สินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตได้

1. เมื่อกำลังจะใช้บัตรเครดิต ทุกครั้งให้จำไว้เสมอว่าเรากำลังจะเป็นหนี้แล้วและให้บันทึกไว้ในสมุดหรือจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิตในโปรแกรม excel เพื่อจะได้ทราบว่าหนี้ที่เราก่อขึ้นจะมีกำหนดชำระเมื่อไหร่และในแต่ละเดือนรูดบัตรเครดิตไปเท่าไหร่แล้วมีเงินพอจ่ายอีกหรือไม่หากจะรูดอีก การทำบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิต จึงเป็นการช่วยเตือนตัวเราเองเมื่อจะใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง
2. บางกรณีไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตควรใช้เงินสดในการชำระบ้าง อย่าคิดว่าเก็บเงินสดไว้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถรูดบัตรเครดิตได้เท่านั้น เพราะบางครั้งพอถึงเวลาชำระหนี้สินบัตรเครดิต เงินสดที่เรากันไว้สำหรับชำระหนี้สินบัตรเครดิตอาจจะหมดไปแล้ว ยอดหนี้บัตรเครดิตก็จะเพิ่มขึ้นอีก หากผิดนัดชำระต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย
3. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเงินสดและบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิตไว้เพื่อจะได้กำหนดวงเงินในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของแต่ละเดือน โดยที่เราสามารถชำระได้ตามกำหนดเวลาและต้องคำนึงถึงหนี้สินอื่นๆที่ต้องผ่อนชำระด้วยครับ
4. ไม่ควรใช้บัตรเครดิตเกิน 2 ใบ ในแต่ละเดือนเพราะจะช่วยให้เราบริหารจัดการเรื่องการชำระหนี้ได้ง่าย
5. อย่าลืมเก็บสลิปในการใช้บัตรเครดิตไว้ทุกๆครั้ง
6. ติดตามใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตทุกเดือน หากไม่ได้ต้องรีบติดต่อธนาคาร เพื่อป้องกันการผิดชำระหนี้สิน(อย่าลืมอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตสูงมาก) โดยทั่วไปหากใบแจ้งไม่มาให้เราโทรตรวจสอบยอดกับธนาคารและอาจจะโหลดแบบฟอร์มการชำระหนี้จากธนาคารเพื่อชำระหนี้ครับ อย่านิ่งเฉย ดอกเบี้ยมันแพงขอย้ำ
7. กรณีที่มีปัญหาในการชำระหนี้บัตรเครดิต พยายามชำระให้ได้มากที่สุดในแต่ละงวดเพราะผมบอกแล้ว ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงมากและคิดเป็นรายวันครับ ดังนั้นหากมีเงินก้อนเข้ามารีบชำระโดยด่วนครับ โดยใช้แบบฟอร์มการชำระหนี้ของธนาคารครับ อย่ารอใบแจ้งหนี้ครับ เพราะเค้าคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันครับ รีบชำระให้เร็วที่สุด
8. การใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้า ใช้ในกรณีจำเป็นจริงๆครับเพราะจะมีค่าธรรมเนียมของธนาคารอีกแล้วที่เราต้องจ่าย


อย่างไรก็ตามหากท่านผู้อ่านระมัดระวังการใช้จ่าย อย่าใช้เงินเกินตัว ให้เหมาะสมกับฐานะการเงินและทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามที่เคยนำเสนอไปแล้ว การเป็น
หนี้บัตรเครดิตของเราก็จะเป็นหนี้แบบรายเดือนแบบดอกเบี้ย 0 % นะครับ สวัสดีครับ

Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com