แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกันชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564

มาคำนวณมูลค่าการลงทุนกัน (Future Value)

จากบทความก่อนหน้านี้ ที่กล่าวถึง การคำนวณมูลค่าเงินในปัจจุบัน (Present Value) ไปแล้ว เราสามารถประยุกต์ใช้ในการลงทุนเลือกกรมธรรม์ประกันชีวิต และหรือ การเลือกสินเชื่อเงินกู้ ได้ดังที่จะยกตัวอย่างในบทความต่อๆไป แต่ในบทความนี้ ผมจะขอพลิกมุมใหม่ ในมุมของนักลงทุน การลงทุนทางการเงินมีหลากหลาย ตั้งแต่ ฝากเงิน ซื้อกองทุนรวม ลงทุนในหุ้น เป็นต้น สิ่งที่นักลงทุนอยากทราบ คือ มูลค่าของเงินในอนาคต (Future Value) ที่นักลงทุนได้ ลงทุนไป หากทราบ ผลตอบแทนต่อปี 

สมมุติ ว่าเรามีเงิน 100 บาท หากเรานำไปฝากธนาคาร ธนาคารให้ดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี มูลค่าเงินฝากในอนาคต สามารถใช้สูตร Excel คำนวณได้ดังนี้

FV = (rate , nper,pmt,[pv],[type])
เมื่อ
rate คือ อัตราผลตอบแทน (%ต่อปี หรือ% ต่อเดิอน ขึ้นอยุ่กับหน่วยของ nper)
nper คือ ระยะเวลาที่สนใจ หน่วยเป็น ปี หรือ เดือน ก็ได้
pmt คือ จำนวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นงวด งวดละเท่าๆกัน
pv คือ มูลค่าเงินในปัจจุบัน
type คือ เป็นเงื่อนไขการคำนวณกระแสเงินสด (0 คือปลายงวด 1 คือ ต้นงวด)


จากสูตร Excel สามารถอธิบายได้ดังนี้ เงิน pv ให้เครื่องหมาย ลบ เนื่องจาก เป็นเงินที่ออกจากกระเป๋าเรา โดยตัวอย่างนี้ไม่มีการฝากเงินเป็นงวดแบบเท่าๆกัน ดังนั้น pmt = 0 สุดท้าย มูลเงินในอนาคต (FV) จะมีค่าเป็น บวก เนื่องจากเป็นเงินที่เข้ากระเป๋า เรา 

การประยุกต์ใช้สูตร Excel : FV สำหรับนักลงทุน ที่ต้องการลงทุนเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆกัน สามารถปรับสูตร Excel ได้ง่าย สมมุติว่า เราต้องการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี โดยมีผลตอบแทน 2% ต่อปี เราสามารถเขียนสูตร Excel คำนวณมูลค่าเงินที่ลงทุน ที่เวลา 10 ปี ได้ดังภาพ


จะเห็นว่า ในปีที่ 10 เราจะมีเงินทั้งหมด 132,719.66 บาท  จากสูตร Excel ที่ผมได้ยกตัวอย่างมา ท่านผู้อ่านสามารถนำไปสร้างไฟล์ Excel เพื่อจำลองเงื่อนไขการลงทุน ได้โดยไม่อยาก ซึ่งอาจจะทดลองปรับ ผลตอบแทน เพิ่มเงินลงทุนต่อเดือน หรือ ระยะเวลาลงทุน เพื่อเลือกเงื่อนไขการลงทุนที่เหมาะสมกับท่าน ครับ และช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนของท่านด้วยครับ







วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน (Money Investment)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ในบทความนี้ ผมจะขอกล่าวถึง พื้นฐานของการเงินที่สำคัญ ที่ทุกท่านต้องทราบ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนต่างๆ ตัวอย่างการลงทุนที่เกี่ยวของกับการเงินส่วนบุคคล ที่ชัดเจนที่สุดคือ การวางแผนทำประกันชีวิต ซึ่งผู้ประกันตนต้อง จ่ายเบี้ยประกัน (เงินลงทุน) เป็นประจำ (ค่างวด) อีกตัวอย่างหนึ่งของการจะกล่าวถึงมูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน ก็คือ การตัดสินใจเลือกสินเชื่อบ้าน ซึ่งมีระยะเวลาผ่อนชำระค่อนข้างยาว ก็จะถูกคำนวณบนพื้นฐานของมูลค่าที่ลดลงของเงินในอนาคต เรามาดูหลักการกันเลยครับ

ท่านผู้อ่านคิดว่า เงิน 100 บาท ในวันนี้ กับ เงิน 100 บาท ในอีก 5 ปี ข้างหน้า มีมูลค่าเท่ากันหรือไม่  
สามัญชนทั่วไปน่าจะตอบได้ทันทีว่า ไม่เท่า และถ้าให้เลือกก็จะเอาเงิน 100 บาท ในวันนี้ทันที เพราะคิดว่า เงิน 100 บาท ใน 5 ปี ข้างหน้า น่าจะซื้อสินค้าได้น้อยกว่า นั่นคือ มูลค่าของเงินน่าจะลดลง (Discount)
มูลค่าปัจจุบัน จะเรียกว่า PV (Present Value)
มูลค่าในอนาคต จะเรียกว่า FV (Future Value)

หากคำถามเพิ่มความยากในการตัดสินใจขึ้นอีก 
ถ้าให้เลือกรับเงิน 100 บาท ในวันนี้ กับ รับเงิน 140 บาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ท่านผู้อ่านจะเลือกอย่างไร

แน่นอนว่า เงิน 140 บาท ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ต้องมีมูลค่าลดลง เมื่อเทียบกับ มูลค่าปัจจุบัน ซึ่ง ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าลดลง มีหลายสาเหตุ การกำหนด อัตราการลดลงของมูลค่าเงิน ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคล ทั้งนี้ ปัจจัยที่ใช้พิจารณา เช่น อัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ เป็นต้น) เราสามารถเขียน Cash Flow Diagram เพื่อพิจารณา Time Value of Money ในปัญหานี้ได้ดังภาพ
การคำนวณมูลค่าปัจจุบันของมูลค่าเงิน 140 บาทในอีก 5 ปี ข้างหน้า สมมุติ กำหนด อัตราการลดลง (Discount Rate) 3% สามารถใช้สูตร Excel คำนวณ Present Value ดังนี้
Present Value = PV(rate,nper,pmt,[fv],[type])
โดย 
rate คือ Discount Rate หน่วยเป็น % / ปี หรือ % ต่อเดือน ต้องสัมพันธ์กับ nper
nper คือ ช่วงเวลาที่ย้ายมูลค่า หน่วยเป็น ปี หรือเดือน
pmt คือ เป็นยอดแบ่งจ่าย หรือผ่อนต่อ คาบเวลา (เท่ากันทุกงวด) ใน Case นี้ กำหนดให้เป็น 0 เนื่องจากไม่ได้ผ่อน
fv คือ มูลค่าในอนาคต ที่เวลานั้นๆ 
type คือ option การคำนวณ เป็นต้นคาบเวลา หรือ ปลายคาบเวลา (0 คือ ปลายงวด 1 คือ ต้นงวด)

จากตัวอย่างจะได้มูลค่าปัจจุบันของเงิน 140 บาท  ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมี Discount Rate 3% ต่อปี ดังภาพ นั่นคือมีมูลค่าปัจจุบัน เท่ากับ 120.77 บาท (หากต้องการให้ผลลัพธ์เป็นบวก ให้ ปรับแก้ ค่า FV ให้เป็นลบ)
หากปรับมุมคิดเป็นการลงทุน สามารถแปลผลได้ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนมีมูลค่า 120.77 บาท จากการลงทุน 100 บาท  หากนำมาหักลบกันแล้ว จะได้เป็น NET Present Value (NPV) = 120.77 - 100 = 20.77 ซึ่งมากกว่า 0 ก็สรุปว่า คุ้มค่าต่อการลงทุนครับ 



สรุป ในบทความนี้ เราสามารถคำนวณ มูลค่าเงินในปัจจุบัน ของมูลค่าเงินในอนาคต ได้แล้วนะครับ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเงินที่สำคัญ สิ่งที่ต้องกำหนดในการคำนวณที่สำคัญคือ อัตราการลดค่า ของเงิน (Discount Rate) โดยหากพิจารณาในแง่ของการลงทุน เช่น การพิจารณาเลือกกรมธรรม์ประกันภัย ประกันชีวิต หรือ การลงทุนอื่นๆ มูลค่าผลตอบแทนในปัจจุบัน ควร จะมากกว่า เงินลงทุน ซึ่งพารามิเตอร์ที่ใช้ในการตัดสินใจ คือ NET Present Value (NPV) ซึ่งจะนำเสนอในบทความต่อๆ






  

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แนวคิดวางแผนการประกันสุขภาพ

ประกันมีหลายประเภท เช่น ประกันชีวิต ประกันอบุติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันรถยนต์  ในบทความนี้จะขอนำเสนอแนวคิดการทำประกันสุขภาพ เนื่องด้วย สองปี ที่ผ่านมา ที่บ้านมีสมาชิกใหม่ มาดูกันว่าครอบครัวผมเกิดความคิดอะไรขึ้นเมื่อมีสมาชิกใหม่ จากที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาล ของ รพ มีราคาค่อนข้างสูง (ความเสี่ยงแรก ค่ารักษาพยาบาลแพง) บ้างครั้งการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ อาจจะเป็นสาเหตุให้ต้องเข้าแอดมิดได้หากไม่รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นหากลูกมีอาการป่วยเล็กน้อยก็ต้องพาไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยโรค เพื่อความสบายใจของพ่อแม่ ซึ่งสถานะจะเป็นผู้ป่วยนอก และก็ต้องเสียเงินค่ารักษาทุกครั้งเช่นกัน เด็กเล็ก มักจะมีความเสี่ยงในการติดโรคได้ง่ายกว่า จากความเสียงที่สรุปมา การวางแผนประกันสุขภาพในเด็กเล็กจึงมีความจำเป็นมากกว่า การทำประกันชีวิต แต่โดยส่วนใหญ่ตัวแทนประกันมักจะเสนอ แผนประกันชีวิตให้ด้วย คราวนี้มาดูกันว่า ประกันสุขภาพของลูกเราต้องพิจารณาด้านใดบ้าง 
1. การคุ้มครองผู้ป่วยนอก OPD อันนี้สำคัญสำหรับประกันสุขภาพ จำนวนเงินคุ้มครองก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของ รพ และ ความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน แต่ผมขอบอกเลยว่า ประกันสุขภาพที่ซื้อต้องครอบคลุม OPD 
2. ค่าห้องกรณีต้องนอน รพ ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีการคุ้มครองในส่วนนี้ด้วย หากห้องที่เรานอนมีราคาใกล้เคียงกับที่ประกันสุขภาพคุ้มครองก็จะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างค่าห้องได้ค่อนข้างมาก หากลูกต้องนอน รพ เป็นระยะเวลานาน
3. ค่ายาและค่าหมอ 
4. ค่าประกันรายได้ ส่วนนี้ก็ต้องนำมาพิจารณาด้วย เนื่องจากเมื่อลูกป่วย พ่อและแม่ก็ต้องลางานมาช่วยดูแล เงินคุ้มครองส่วนนี้ก็จะช่วยเราได้ 

จากการคุ้มครองของประกันสุขภาพที่ได้สรุปมา อยากให้ท่านผู้อ่านนำไปใช้พิจารณา แต่ทั้งนี้เบี้ยประกันสุขภาพประจำปีก็จะสูงขึ้นหากเราซื้อความคุ้มครองที่ครอบคลุม แต่อย่างที่บอกครับ เด็กเล็กมักจะป่วยบ่อย หากเราไม่ซื้อประกันสุขภาพไว้ ค่ารักษาพยาบาลอาจส่งผลกระทบต่องบการเงินของครอบครัวได้ เพราะอย่างไรก็ตาม การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ ครอบครัวสามารถวางแผนการใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในแต่ละปีครับ มองในระยะยาว การทำประกันสุขภาพในเด็กเล็กก็มีผลดีมากกว่าผลเสียต่องบการเงินของครอบครับ ที่สำคัญปีนี้กรมสรรพกร ได้ประกาศให้ เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นะครับ 

ปล ปีนีลูกสาวผมเข้า รพ ไปแล้ว 2 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายขณะแอดมิดรวมกับ OPD กว่าแสนบาท แต่เมื่อมี ประกันสุขภาพ ทำให้ผมจ่ายจริงๆประมาณ 14,000 บาท

ที่ผ่านมามีคนสอบถามผมมากในเรื่องประกันสุขภาพของลูก โดยหัวข้อที่ถามกันมากคือเบี้ยประกันที่เหมาะสมสำหรับประกันสุขภาพของลูกควรเป็นเท่าใด อันนี้ผมแนะนำกลางๆว่า ขึ้นอยู่กับ รพ ที่พ่อและแม่เลือกใช้บริการครับ เพราะถ้าหาก เลือก รพ แพง คุณก็ควรจะเลือกแผนประกันสุขภาพที่มีเบี้ยสูงเพื่อให้ครอบคลุมกับค่ารักษาครับ อันนี้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ารักษาของแต่ละ รพ เช่น ค่าหมอ ค่าห้อง ค่ายา เป็นต้นครับ 

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รูปแบบของการประกันชีวิตที่ควรทราบ (insurance format)

ในบทความนี้จะขอนำเสนอรูปแบบของการประกันชีวิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านเวลามีผู้มานำเสนอขายประกัน หลังจากที่นำเสนอแนวคิดการบริหารความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินไปแล้ว ในบทความนี้จะขอนำเสนอลักษณะการให้ความคุ้มครองรวมถึงเบี้ยประกันภัยของการประกันชีวิตแบบต่างๆ เพื่อช่วยพิจารณาเลือกรูปแบบการประกันชีวิตที่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของท่านผู้อ่านเอง โดยขอแบ่งรูปแบบการประกันชีวิตไว้เป็น 4 รูปแบบดังนี้

1. การประกันแบบรายได้ประจำ (Annuity insurance) เป็นการประกันที่บริษัทประกันภัยจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เอาประกันเป็นงวดๆเมื่อผู้ทำประกันออกจากงานหรือเกษียณอายุหรือเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบกำหนดตามสัญญา การประกันชีวิตแบบรายได้ประจำเหมาะสำหรับ

  1. บุคคลที่ประกอบอาชีพที่สามารถหารายได้ได้มากตอนอายุน้อย เช่นนักกีฬา
  2. บุคคลที่ทำงานในหน่วยงานที่ไม่มีกองทุนสำหรับการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ
  3. บุคคลที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง

2. การประกันแบบตลอดชีพ (Whole life insurance) เป็นการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตหรือจะจ่ายเงินชดเชยให้เมื่อผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนอายุครบ 99 ปี การประกันชีวิตแบบนี้จะมีวิธีการจ่ายเบี้ยประกัน 3 วิธี คือ

  1. จ่ายครั้งเดียว
  2. จ่ายเป็นงวดๆไปตลอดชีวิต
  3. จ่ายเป็นงวดๆในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่นจ่ายเป็นงวดๆเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแต่ผู้เอาประกันยังได้รับความคุ้มครอง

การประกันชีวิตแบบตลอดชีพเหมาะสำหรับ

  1. ผู้มีรายได้ปานกลางถึงมาก
  2. ต้องการความคุ้มครองในระยะยาว
  3. ต้องการความคุ้มครองในวงเงินค่อนข้างสูง
  4. ต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว

3. การประกันแบบชั่วระยะเวลา คือการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ ในกรณีทีผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั่น กล่าวคือหากผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาผู้เอาประกันจะไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด การประกันชีวิตแบบนี้เบี้ยประกันค่อนข้างต่ำ เหมาะสำหรับ

  1. บุคคลมีรายได้น้อย
  2. บุคคลที่ต้องการความคุ้มครองในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ผู้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปตามที่ต่างๆ
  3. บุคคลที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว

4. การประกันแบบสะสมทรัพย์ เป็นการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ในกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจะจ่ายเงินให้กับผู้เอาประกันในกรณีที่ผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบกำหนด โดยผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 10 ปี 25 ปี โดยการประกันชีวิตแบบนี้ถือเป็นการลงทุนแบบหนึ่ง โดยเหมาะสำหรับ

  1. บุคคลมีรายได้ปานกลางถึงมาก
  2. ต้องการความคุ้มครองในระยะยาว
  3. ต้องการสะสมเงินไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ

จะเห็นว่ารูปแบบของการประกันชีวิตมีให้เลือกหลายรูปแบบให้ผู้เอาประกันเลือกในการจัดการความเสี่ยง ในบทความต่อไปจะขอนำเสนอประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อมของการทำประกันชีวิตให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบต่อไปครับ สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การจัดการความเสี่ยง ด้วยการประกันภัย(insurance)

จากเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่า ภาวะน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เรามาดูความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเรากันครับ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นก็เช่น ความพิการ ความตาย การสูญเสียทรัพย์สินและรายได้ เป็นต้น ไม่มีใครจะทราบได้ว่าเราจะประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตเมื่อใด จะตกงานหรือจะโดนไล่ออกตอนไหน (ขณะนี้มีบางบริษัทก็จ่ายเงินช่วงหยุดงานลดลง หรือไม่จ่ายเลยก็เป็นได้ตามกฎหมาย) โดยทั่วไปวิธีในการจัดการความเสี่ยง 4 วิธี ได้แก่

  1. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หมายถึง การหลีกเลี่ยงไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดเสี่ยง เช่น หากว่ายน้ำไม่เป็นก็ควรจะอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมเป็นต้น วิธีการจัดการดังกล่าวเป็นวิธีจัดการที่ง่ายแต่มีข้อจำกัด เนื่องจากทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะความตาย
  2. การลดความเสี่ยง เป็นการลดความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงนั้นลง เช่นหากกังวลเรื่องการเจ็บป่วยเราก็ควรจะทำการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่เสมอ
  3. การยอมรับความเสี่ยง คือการที่เรายอมรับความเสี่ยงไว้เอง เห็นได้ชัดเช่น ความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมที่เราประสบ คนส่วนใหญ่คิดว่าน้ำท่วมมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก จึงยอมรับความเสี่ยงไว้เอง
  4. การโอนความเสี่ยง คือการโอนความเสี่ยงไปให้กับคนอื่น โดยการโอนความเสี่ยงสามารถโอนให้กับบุคคลได้ 2 กลุ่ม เช่น บริษัทประกันภัย หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทประกันภัย อย่างไรก็ดีการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่นก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นบริษัทประกันภัย จะเรียกว่า เบี้ยประกันภัย แต่หากเป็นกล่มที่มิใช่บริษัทประกันภัยจะเรียกว่า คู่สัญญาในการทำสัญญา โดยทั่วไปแล้ว บุคคลทั่วไปนิยมโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัย

ครับจากที่ได้กล่าวมาแล้วท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นบริษัทประกันภัย การประกันภัยมีหลายรูปแบบ เช่นการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ ซึ่งเราทุกคนมีความจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นความจำเป็นของการประกันภัยครับ เพราะเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเยอะมากเหลือเกิน

Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com