วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564
มาคำนวณมูลค่าการลงทุนกัน (Future Value)
วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564
มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน (Money Investment)
วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560
แนวคิดวางแผนการประกันสุขภาพ
ที่ผ่านมามีคนสอบถามผมมากในเรื่องประกันสุขภาพของลูก โดยหัวข้อที่ถามกันมากคือเบี้ยประกันที่เหมาะสมสำหรับประกันสุขภาพของลูกควรเป็นเท่าใด อันนี้ผมแนะนำกลางๆว่า ขึ้นอยู่กับ รพ ที่พ่อและแม่เลือกใช้บริการครับ เพราะถ้าหาก เลือก รพ แพง คุณก็ควรจะเลือกแผนประกันสุขภาพที่มีเบี้ยสูงเพื่อให้ครอบคลุมกับค่ารักษาครับ อันนี้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับค่ารักษาของแต่ละ รพ เช่น ค่าหมอ ค่าห้อง ค่ายา เป็นต้นครับ
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
รูปแบบของการประกันชีวิตที่ควรทราบ (insurance format)
ในบทความนี้จะขอนำเสนอรูปแบบของการประกันชีวิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านเวลามีผู้มานำเสนอขายประกัน หลังจากที่นำเสนอแนวคิดการบริหารความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินไปแล้ว ในบทความนี้จะขอนำเสนอลักษณะการให้ความคุ้มครองรวมถึงเบี้ยประกันภัยของการประกันชีวิตแบบต่างๆ เพื่อช่วยพิจารณาเลือกรูปแบบการประกันชีวิตที่สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของท่านผู้อ่านเอง โดยขอแบ่งรูปแบบการประกันชีวิตไว้เป็น 4 รูปแบบดังนี้
1. การประกันแบบรายได้ประจำ (Annuity insurance) เป็นการประกันที่บริษัทประกันภัยจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เอาประกันเป็นงวดๆเมื่อผู้ทำประกันออกจากงานหรือเกษียณอายุหรือเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบกำหนดตามสัญญา การประกันชีวิตแบบรายได้ประจำเหมาะสำหรับ
- บุคคลที่ประกอบอาชีพที่สามารถหารายได้ได้มากตอนอายุน้อย เช่นนักกีฬา
- บุคคลที่ทำงานในหน่วยงานที่ไม่มีกองทุนสำหรับการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ
- บุคคลที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง
2. การประกันแบบตลอดชีพ (Whole life insurance) เป็นการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตหรือจะจ่ายเงินชดเชยให้เมื่อผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนอายุครบ 99 ปี การประกันชีวิตแบบนี้จะมีวิธีการจ่ายเบี้ยประกัน 3 วิธี คือ
- จ่ายครั้งเดียว
- จ่ายเป็นงวดๆไปตลอดชีวิต
- จ่ายเป็นงวดๆในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่นจ่ายเป็นงวดๆเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันแต่ผู้เอาประกันยังได้รับความคุ้มครอง
การประกันชีวิตแบบตลอดชีพเหมาะสำหรับ
- ผู้มีรายได้ปานกลางถึงมาก
- ต้องการความคุ้มครองในระยะยาว
- ต้องการความคุ้มครองในวงเงินค่อนข้างสูง
- ต้องการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว
3. การประกันแบบชั่วระยะเวลา คือการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ ในกรณีทีผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเท่านั่น กล่าวคือหากผู้เอาประกันไม่เสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาผู้เอาประกันจะไม่ได้รับเงินแต่อย่างใด การประกันชีวิตแบบนี้เบี้ยประกันค่อนข้างต่ำ เหมาะสำหรับ
- บุคคลมีรายได้น้อย
- บุคคลที่ต้องการความคุ้มครองในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ผู้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน หรือนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปตามที่ต่างๆ
- บุคคลที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
4. การประกันแบบสะสมทรัพย์ เป็นการประกันที่บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ในกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจะจ่ายเงินให้กับผู้เอาประกันในกรณีที่ผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบกำหนด โดยผู้เอาประกันจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกันภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 10 ปี 25 ปี โดยการประกันชีวิตแบบนี้ถือเป็นการลงทุนแบบหนึ่ง โดยเหมาะสำหรับ
- บุคคลมีรายได้ปานกลางถึงมาก
- ต้องการความคุ้มครองในระยะยาว
- ต้องการสะสมเงินไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
จะเห็นว่ารูปแบบของการประกันชีวิตมีให้เลือกหลายรูปแบบให้ผู้เอาประกันเลือกในการจัดการความเสี่ยง ในบทความต่อไปจะขอนำเสนอประโยชน์ในทางตรงและทางอ้อมของการทำประกันชีวิตให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบต่อไปครับ สวัสดีครับ
วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
การจัดการความเสี่ยง ด้วยการประกันภัย(insurance)
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่า ภาวะน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เรามาดูความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเรากันครับ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นก็เช่น ความพิการ ความตาย การสูญเสียทรัพย์สินและรายได้ เป็นต้น ไม่มีใครจะทราบได้ว่าเราจะประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตเมื่อใด จะตกงานหรือจะโดนไล่ออกตอนไหน (ขณะนี้มีบางบริษัทก็จ่ายเงินช่วงหยุดงานลดลง หรือไม่จ่ายเลยก็เป็นได้ตามกฎหมาย) โดยทั่วไปวิธีในการจัดการความเสี่ยง 4 วิธี ได้แก่
- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หมายถึง การหลีกเลี่ยงไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดเสี่ยง เช่น หากว่ายน้ำไม่เป็นก็ควรจะอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมเป็นต้น วิธีการจัดการดังกล่าวเป็นวิธีจัดการที่ง่ายแต่มีข้อจำกัด เนื่องจากทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะความตาย
- การลดความเสี่ยง เป็นการลดความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงนั้นลง เช่นหากกังวลเรื่องการเจ็บป่วยเราก็ควรจะทำการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่เสมอ
- การยอมรับความเสี่ยง คือการที่เรายอมรับความเสี่ยงไว้เอง เห็นได้ชัดเช่น ความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมที่เราประสบ คนส่วนใหญ่คิดว่าน้ำท่วมมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก จึงยอมรับความเสี่ยงไว้เอง
- การโอนความเสี่ยง คือการโอนความเสี่ยงไปให้กับคนอื่น โดยการโอนความเสี่ยงสามารถโอนให้กับบุคคลได้ 2 กลุ่ม เช่น บริษัทประกันภัย หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทประกันภัย อย่างไรก็ดีการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่นก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นบริษัทประกันภัย จะเรียกว่า เบี้ยประกันภัย แต่หากเป็นกล่มที่มิใช่บริษัทประกันภัยจะเรียกว่า คู่สัญญาในการทำสัญญา โดยทั่วไปแล้ว บุคคลทั่วไปนิยมโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัย
ครับจากที่ได้กล่าวมาแล้วท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นบริษัทประกันภัย การประกันภัยมีหลายรูปแบบ เช่นการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ ซึ่งเราทุกคนมีความจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นความจำเป็นของการประกันภัยครับ เพราะเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเยอะมากเหลือเกิน




