วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
ข้อดีของ การเช่าใช้รถยนต์ แนวทางใหม่ของผู้ใช้รถยนต์ (Advantages of rental car)
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559
การคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงของ สินเชื่อรถยนต์ (Car loan)
วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
เปรียบเทียบการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบต่างๆ
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555
หนี้บัตรเครดิตตัวเลือกลำดับท้ายๆของการบริหารการเงินบุคคล(Credit Card)
หนี้บัตรเครดิตเป็นปัญหาการบริหารการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบัน ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของสังคม และเป็นต้นเหตุของการเป็นหนี้นอกระบบในลำดับถัดมา ในบทความนี้จึงอยากนำเสนอทางเลือกการบริหารหนี้บัตรเครดิตให้กับท่านผู้อ่าน บัตรเครดิตหากเราสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ตามกำหนดของสถาบันที่ปล่อยหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิตก็จะเท่ากับ 0 แต่ในสภาพปัจจุบัน แต่หากชำระเงินต้นของหนี้บัตรเครดิตไม่ครบตามใบแจ้งหนี้ ดอกเบี้ยจากหนี้บัตรเครดิตก็จะถูกคำนวณทันที ซึ่งในส่วนดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะถือว่ามากพอสมควร จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา แหล่งสินเชื่อที่เราควรจะพิจารณาก่อนขอสินเชื่อ (ขอเป็นหนี้) หากเรียงลำดับตามอัตราดอกเบี้ยจะสามารถเรียงได้ดังนี้
1. แหล่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินด้านเกษตรกร ดังนั้นหากใครสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อนี้ได้ให้ทำเป็นลำดับแรก (ธกส , สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น)
2. สินเชื่อบ้าน หมายถึงการจำนองบ้านหรือที่ดิน ซึ่งเหมาะกับท่านที่มีสินทรัพย์
3.สินเชื่อบัตรเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นแบบลดต้นลดดอก
5.หนี้นอกระบบ
ความตั้งใจที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็เพียงแต่หวังว่า หากจำเป็นจะต้องเป็นหนี้ ขอให้หนี้บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายและหากสามารถรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตได้ก็ควรเลือกเป็นหนี้ระยะยาวแทน การเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ อย่าให้เลยไปถึงหนี้นอกระบบ ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งครับ แต่เหนืออื่นใดหากลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ท่านก็ห่างไกลจากการเป็นหนี้อย่างแน่นอนครับ โชคดีไม่มีหนี้
วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ตารางช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้เพื่อการบริโภค (Consumer loans Table)
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ช่วงนี้หลายท่านประสบปัญหาอุทกภัยทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับการฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สิน การขอสินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับท่านที่มีเงินเก็บหรือเงินสำรองไม่พอ หรืออาจจะไม่มีทรัพย์สิน ทั้งนี้การเลือกแหล่งให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละท่านก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาคือ เงินต้นที่ต้องการ ระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ บทความนี้เราจะนำเสนอการใช้ excel สร้างตารางเพื่อช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้ ซึ่งจะทำให้ท่านผู้อ่านสามารถประมาณการได้เมื่อต้องไปติดต่อขอสินเชื่อเงินกู้กับแหล่งให้สินเชื่อ ก่อนอื่นมาดูองค์ประกอบของตารางช่วยคำนวณสินเชื่อก่อนครับ โดยเราจะคิดยอดการผ่อนชำระสินเชื่อหรือเงินกู้ที่เงินต้น 1,000 บาท โดยกำหนดให้แถวที่สองในแนวนอนของตารางเป็นจำนวนเดือนในการผ่อนชำระเงินกู้หรือสินเชื่อ หลักแรกของตารางเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือสินเชื่อต่อปี ครับ ดังแสดงในภาพที่ 1
ภาพที่ 1 รูปแบบตารางคำนวณเงินกู้หรือสินเชื่อ
การใช้สูตร excel ช่วยคำนวณ เราจะใช้สูตร excel : PMT และ ABS ช่วยคำนวณครับ โดย PMT เป็นสูตรช่วยคำนวณหายอดการผ่อนชำระเงินกู้ ABS ช่วยแปลงผลลัพธ์การคำนวณจากสูตร PMT ให้มีค่าเป็นบวก ดังนั้นที่ CELL B3 เราจะคำนวณยอดการผ่อนชำระเงินกู้ได้โดยการเขียนสูตร excel ดังนี้
= ABS(PMT($A3/12,B$2,1000,0,0))
เราสามารถ drag สูตร excel ดังกล่าวครอบคลุมทั้งตารางจะได้ตารางช่วยคำนวณเงินกู้หรือสินเชื่อดังแสดงในภาพที่ 2
ภาพที่ 2 ตารางช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้ (เงินต้น 1,000 บาท)
จากภาพที่ 2 หากท่านต้องการเงินกู้ 20,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ย 28% ต่อปี ระยะเวลาการผ่อนชำระ 24 เดือน ท่านจะต้องผ่อนชำระกับแหล่งสินเชื่อเงินกู้เท่ากับ (20,000/1,000)x54.89 = 1,097.77 บาทต่อเดือน
ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าหากสร้างตารางคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้แล้วทำการพิมพ์ใส่กระดาษเก็บไว้ ท่านผู้อ่านก็จะสามารถคำนวณหายอดผ่อนชำระเงินกู้หรือสินเชื่อได้ทันทีทุกที่ เพราะจากตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อท่านผู้อ่านจะเห็นว่าเราเพียงใช้โทรศัพท์มือถือธรรมดาๆก็สามารถคำนวณสินเชื่อให้ท่านผู้อ่านได้แล้วครับ อย่าลืมหลักการขอสินเชื่อของท่านให้ดีนะครับ ยอดผ่อนชำระเงินกู้จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรามีความสามารถในการผ่อนชำระได้ครับ สวัสดีครับ
วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554
แหล่งให้สินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) มีที่ใดบ้าง
สวัสดีครับบทความนี้จะขอนำเสนอแหล่งให้สินเชื่อให้กับท่านผู้อ่านครับ จากที่เราได้กล่าวถึง การคำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภคไปแล้วเช่น สินเชื่อรถยนต์ (Car loans) โดยใช้ excel ช่วยในการคำนวณ โดยทำให้เราทราบการคิดคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ ชนิดของสินเชื่อ ขั้นตอนต่อไปหากท่านผู้อ่านต้องการใช้สินเชื่อ จะมีแหล่งให้สินเชื่อที่ใดบ้าง และเราต้องนำข้อมูลการให้สินเชื่อหรือลักษณะของสินเชื่อของแหล่งให้สินเชื่อต่างๆมาร่วมตัดสินใจในการขอสินเชื่อด้วยครับ ผมขอแบ่งแหล่งให้สินเชื่อจากต้นทุนในการกู้ยืมออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ
1. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมต่ำที่สุด ก็เช่น เงินกู้จากพี่น้อง พ่อแม่ ญาติสนิทหรือเพื่อนๆครับ ซึ่งเงินกู้จากแหล่งสินเชื่อนี้จะมีเงื่อนไขการขอสินเชื่อน้อยมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะต่ำหรืออาจไม่มีเลย เนื่องจากเป็นการขอสินเชื่อโดยอาศัยความสนิทสนม ความสัมพันธ์ ความไว้ใจ แต่สิ่งที่ต้องระวังในการขอสินเชื่อลักษณะนี้คือการผิดนัดชำระสินเชื่อ หรือการบาดหมางใจกัน กรณีผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ตามกำหนด แหล่งสินเชื่อลักษณะนี้ผมแนะนำให้เป็นแหล่งสินเชื่อสุดท้ายครับ เพราะเรื่องเงินทองละเอียดอ่อน ไม่ควรนำมาทำลายความสัมพันธ์
2. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมปานกลาง ได้แก่ การขอสินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ และโรงรับจำนำ
2.1 สหกรณ์ออมทรัพย์ จะให้บริการสินเชื่อเฉพาะสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้นโดยมีเงื่อนไขการขอสินเชื่อที่ไม่ยุ่งยากนักโดยมีอัตราดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อค่อนข้างต่ำ
2.2 ธนาคารพาณิชย์ การขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ผู้ขอสินเชื่อจะต้องเป็นลูกค้าเครดิตดี ซึ่งธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้ขอสินเชื่อค่อนข้างละเอียดเพื่อให้มั่นใจในความสามารถชำระสินเชื่อ แต่ดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อจะสูงกว่าสินเชื่อจากสหกรณ์ โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแบบ ลดต้นลดดอก ตัวอย่างของประเภทสินเชื่อที่ธนาคารให้บริการเช่น สินเชื่อบ้าน (Home loans) สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อส่วนบุคคล(Personal loans) เป็นต้น
2.3 โรงรับจำนำ เป็นการให้สินเชื่อที่ต้องมีหลักประกันและเป็นสินเชื่อระยะสั้น โดยอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก
3. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมสูงที่สุด คือการกู้ยืมจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (Finance companies) โดยในส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่เราจะพบในบริการของบริษัทเงินทุนคือ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล โดยบริษัทเงินทุนจะพิจารณาสินเชื่อในเวลาอันสั้นและอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายกว่าธนาคารพาณิชย์แต่ขอเสียคืออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงเนื่องจากบริษัทเงินทุนคิดดอกเบี้ยแบบ Add-on Method
จากที่ได้นำเสนอแหล่งสินเชื่อจากที่ต่างๆ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจและมีข้อมูลในการช่วยตัดสินใจขอสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่ดี จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ เดี๋ยวเรามาพบกันในบทความต่อไปนะครับ
วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554
การใช้ excel คำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) ตอนที่ 2
การคำนวณสินเชื่อ โดยใช้ excel ในบทความนี้จะกล่าวต่อเนื่องจากการคำนวณสินเชื่อในบทความที่ผ่านมาครับ โดยจะกล่าวถึงวิธีการคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่จ่ายชำระคืนแบบผ่อนชำระ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อทั่วไปนิยมใช้บริการจากสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ การคำนวณสินเชื่อแบบผ่อนชำระมี 2 วิธี ดังนี้
1. Simple Interest Method เป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระที่มีจำนวนเงินผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด โดยเงินที่ผ่อนชำระคืนในแต่ละงวดของสินเชื่อประเภทนี้จะประกอบด้วย เงินต้น และ ดอกเบี้ย การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อวิธีนี้เป็นการคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระเท่านั้น จึงส่งผลให้เงินจำนวนเงินที่ผ่อนชำระในงวดแรกๆมีสัดส่วนของดอกเบี้ยมากกว่างวดหลัง เนื่องจากในงวดแรกๆ ยังมีการชำระเงินต้นไม่มากนักจึงทำให้มียอดหนี้คงค้างสูง การคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบนี้นิยมเรียกว่า การคิดแบบต้นลดดอกลด หรือลดต้นลดดอก การคำนวณดอกเบี้ยและเงินต้นในแต่ละงวดสามารถใช้สูตร excel : PMT ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว ข้อสังเกต การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อแบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวดด้วยวิธี Simple Interest Method อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้
2. Add-on Method การคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อด้วยวิธีนี้สามารถหาจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อได้จากการนำเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยจ่ายและนำมาเฉลี่ยเป็นจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดดังสมการต่อไปนี้
จำนวนเงินที่ผ่อนสินเชื่อ = (เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด)/N
เมื่อ N คือ จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อ
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
APR = n(95N + 9)I/(12N(N+1)(4P+I))
เมื่อ
APR คืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
n คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อใน 1 ปี
N คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อ
I คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย(บาท)
P คือเงินต้น(บาท)
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของวิธีการคิดแบบ Add-on Method จะมีค่าสูงกว่าวิธี Simple Interest Method ค่อนข้างมาก ท่านผู้อ่านสามารถใช้ excel ช่วยคำนวณเปรียบเทียบได้ วิธีการคิดดอกเบี้ยแบบ Add-on Method จะพบมากในสินเชื่อรถยนต์ครับ
ในบทความนี้ทุกท่านก็ได้รู้จักวิธีการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อผู้บริโภคได้ครบแล้วนะครับก็หวังว่าแนวคิดหรือวิธีการคำนวณจะช่วยท่านผู้อ่านในการตัดสินใจเลือกใช้สินเชื่อแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสมครับ บทความต่อไปจะนำเสนอข้อดีข้อเสียของแหล่งให้สินเชื่อผู้บริโภคต่อครับ สวัสดีครับ
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554
การใช้ excel คำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) ตอนที่ 1
การใช้ excel ในบทความนี้ขอนำเสนอการคำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงมีโอกาสได้สัมผัสกันบ้างแล้ว โดยพบว่ามีความแตกต่างจากบัตรเครดิตอยู่บ้างซึ่งจะกล่าวในคราวต่อไปครับ โดยส่วนใหญ่สินเชื่อเพื่อการบริโภคมักจะถูกใช้ในการไปซื้อของที่มีราคาสูงเช่น สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน หรือนำไปใช้วัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษาต่อ สินเชื่อส่วนบุคคล โดยสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะได้มาในรูปแบบของเงินสดครับ มาดูชนิดของสินเชื่อเพื่อการบริโภคกันก่อนครับ หากแบ่งตามลักษณะการจ่ายชำระคืนสินเชื่อ จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
- สินเชื่อที่จ่ายคืนครั้งเดียว (Single payment loans) โดยจะจ่ายคืนครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยทั่วไปพบว่าจะมีระยะเวลาของสินเชื่อไม่เกิน 1 ปี
- สินเชื่อที่จ่ายคืนแบบผ่อนชำระ (Installment loans) เป็นสินเชื่อที่ผู้กู้จะต้องจ่ายชำระคืนเป็นงวดๆ และมักจะพบการกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน
หากแบ่งตามหลักประกันในการกู้ยืม จะแบ่งสินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็น 2 ชนิดเช่นกันคือ
- สินเชื่อที่มีหลักประกัน (secured loans) เป็นการขอสินเชื่อที่ผู้ขอมีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน หากผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ตามกำหนด จะถูกผู้ให้กู้นำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาจ่ายชำระสินเชื่อ เช่น สินเชื่อรถยนต์ ก็มีรถยนต์เป็นหลักประกัน สินเชื่อบ้านก็มีบ้านเป็นหลักประกัน เป็นต้น
- สินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Unsecured loans) เป็นการขอสินเชื่อที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นหลักประกัน ซึ่งแน่นอนครับ ดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้จะมีอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อชนิดมีหลักประกัน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้นคืน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล(Personal loans)
มาดูวิธีการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อเพื่อการบริโภค
- สินเชื่อจ่ายคืนครั้งเดียว มีวิธีคิดดอกเบี้ย 2 วิธีดังนี้
- Simple Interest Method คำนวณดอกเบี้ยดังนี้
ดอกเบี้ย = เงินต้น*อัตราดอกเบี้ย*ระยะเวลากู้คืน (1)
หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ขอสินเชื่อต้องจ่ายจริงสามารถหาได้ดังนี้
อัตราดอกเบี้ยแท้จริง = 2*n*ดอกเบี้ยที่จ่ายตามสมการที่ 1/(P(N+1) (2)
เมื่อ n คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระใน 1 ปี
P คือเงินต้น
N คือ จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด
การคิดดอกเบี้ยด้วยวิธี Simple Interest Method อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะมีค่าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ระบุ
2. วิธี Discount การคำนวณดอกเบี้ยจะเหมือนกับวิธี Simple Interest Method แต่แตกต่างกันที่วิธีการนี้ผู้ให้สินเชื่อจะหักดอกเบี้ยไว้ก่อน ซึ่งทำให้ผู้ขอสินเชื่อได้รับเงินจากสินเชื่อไปเท่ากับ เงินต้น – ดอกเบี้ย และเมื่อครบกำหนดผู้ขอสินเชื่อจะต้องชำระสินเชื่อคืนตามจำนวนเงินต้นที่ระบุไว้ เช่น ต้องการยืมเงิน 10,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินไปเท่ากับ 10,000 – 500 = 9,500 และเมื่อครบกำหนดผู้ขอสินเชื่อจะต้องชำระสินเชื่อเป็นเงิน 10,000 บาท (เรียกง่ายๆในวงการหนี้ว่า ดอกหัก)
หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามสมการที่ 2 จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของการคิดดอกเบี้ยแบบวิธี Discount จะมีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุ
มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะเขียนสูตร excel เพื่อคำนวณดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพื่อใช้เปรียบเทียบและตัดสินใจในการขอสินเชื่อต่อไปครับ เดี๋ยวบทความต่อไปผมจะมาเล่าถึงการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อชนิดที่จ่ายจ่ายคืนแบบผ่อนชำระต่อไปครับ สวัสดีครับ
ปล สินเชื่อนอกระบบ (เงินกู้นอกระบบ) ก็คิดดอกเบี้ยใน 2 ลักษณะนี้เช่นกัน เพียงแต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดขึ้นมาจะมีค่าสูงกว่าสินเชื่อในระบบซึ่งถูกควบคุมด้วยกฎหมายครับ
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์
บทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งมีผลต่อบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกท่าน(เชื่อผมเถอะ) หลังจากสินเชื่อรถยนต์ของท่านผู้อ่านผ่านการอนุมัติแล้ว เรามาดูกันต่อครับว่านอกจากค่างวดสินเชื่อรถยนต์แล้ว เรายังต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อะไรอีกบ้าง มาดูกันเลยครับ จากประสบการณ์โดยตรงนะครับขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายผันแปร
1. ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ
1.1 ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่มูลค่าของรถยนต์ลดลง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาเป็นต้นทุนของรถยนต์ด้วย การคำนวณค่าเสื่อมราคาของรถยนต์สามารถคำนวณได้ง่ายๆ โดยการนำราคาทุนของรถยนต์มาหักด้วยราคาซากและนำมาหารด้วยอายุการใช้งานโดยประมาณของรถยนต์
ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุนรถยนต์ - ราคาซาก) / อายุการใช้งาน
1.2 ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งผู้ที่ซื้อรถยนต์ต้องชำระให้กับไฟแนนท์ รายละเอียดได้นำเสนอไปแล้วในบทความที่ผ่านมา
1.3 เบี้ยประกันภัย ประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์จะต้องทำแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1.3.1 ประกันภัยบุคคลที่ 3 ตาม พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พศ 2535 ซึ่งจะต้องทำทุกคัน
1.3.2 ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองมากกว่า พรบ ซึ่งไม่ได้ถูกบังคับต้องทำ โดยทั่วไปมีให้เลือก 3 ระดับ คือ ประกันภัยชั้นที่ 1 ประกันภัยชั้นที่ 2 ประกันภัยชั้นที่ 3 โดยประกันภัยชั้นที่ 1 ให้ผลประโยชน์ความคุ้มครองสุงที่สุดแต่แน่นอนเบี้ยประกันก็สูงสุดเช่นกัน โดยทั่วไปผู้ซื้อรถผ่านสินเชื่อรถยนต์มักจะถูกกำหนดให้ทำประกันภัยชั้นที่ 1 ในปีแรก
1.4 ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ จะต้องต่อทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกทุกๆปี โดยค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับประเภทรถ น้ำหนักรถ และอายุการใช้งาน
1.5 อื่นๆ เช่น ค่าเช่าที่จอดรถ จะพบมากในเมืองหลวงครับ ซึ่งเราต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน
2 ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้
2.1 ค่าน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่ายหลัก จะมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน อายุการใช้งาน ผู้ซื้อรถควรจะคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันและบันทึกประกอบการวางแผนค่าใช้จ่าย
2.2 ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม รถยนต์ใหม่จะถูกกำหนดให้เข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะทางและเวลา ให้ระวังระยะทางที่เป็นเลขคู่ เช่น 20,000 , 40,000 กม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูง ล้อยางก็มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี ครึ่ง การซื้อรถยนต์มือ 2 จะมีภาระในส่วนนี้มากกว่ารถยนต์ใหม่
2.3 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าทางด่วน
จะเห็นว่ายังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อื่นๆนอกจากค่าสินเชื่อรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านต้องคำนึงก่อนจะตัดสินใจขอสินเชื่อรถยนต์ครับ ตัวแปรสำคัญที่ท่านต้องควบคุมให้ได้คือค่าใช้จ่ายผันแปร จำพวก ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เป็นต้น ก็หวังว่าข้อมูลที่นำเสนอไปจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านครับ

