แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินเชื่อรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินเชื่อรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ข้อดีของ การเช่าใช้รถยนต์ แนวทางใหม่ของผู้ใช้รถยนต์ (Advantages of rental car)

บทความนี้จะขอกล่าวถึง แนวทางใหม่ การบริหารจัดการรถยนต์ ในยุคใหม่นะครับ ที่ผ่านมา การจะเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน อย่างแรก ท่านต้องเก็บเงินสักก้อน เพื่อเป็นเงิน ดาวน์  อันนี้กรณีที่เราไม่ได้ซื้อเงินสดนะครับ จากนั้นเราก็ต้องยื่นขอสินเชื่อรถยนต์กับสถาบันการเงินต่างๆที่ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ รายละเอียดเคยอธิบายไว้ในบทความ การใช้ excel คำนวณสินเชื่อรถยนต์ (How to calculate a car loan) ซึ่งจะช่วยให้เราประเมินค่างวดของสินเชื่อรถยนต์เพื่อประกอบการตัดสินใจขอสินเชื่อรถยนต์ที่เหมาะสม นอกเหนือจากนั้น หลังจากที่เราได้รถยนต์มาใช้แล้ว สิ่งที่เราต้องวางแผนล่วงหน้าก่อนขอสินเชื่อรถยนต์คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ เพื่อประเมินว่า ระหว่างที่เราติดสินเชื่อรถยนต์อยู่ เราจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรถยนต์ ปีละกี่บาท สินเชื่อรถยนต์ ปกติ เราจะเรียกว่า สัญญาเช่าซื้อ (ลิสซิ่ง) ซึ่งระหว่างที่อยู่ในสัญญา รถยนต์ยังเป็นกรรมสิทธิของ ไฟแนนท์ ที่ให้สินเชื่อเรา แต่เมื่อครบกำหนดสัญญาหรือตามเวลาสินเชื่อ ไฟแนนท์ ก็จะโอนกรรมสิทธิรถยนต์ให้กับเราผู้เช่าซื้อ แต่ในปัจจุบันมีรูปแบบการจัดการรถยนต์รูปแบบใหม่ ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจเหมาะกับคนรุ่นปัจจุบัน นั่นคือ การเช่าใช้รถยนต์ หลักการคือ การเช่าใช้ระยะยาว 3- 5 ปี ข้อดีแรกๆเลยคือ เราไม่ต้องมีเงินดาวน์ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ต่างๆ เช่น ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุงรักษา ค่ายาง  ผู้ให้บริการเช่าซื้อ จะเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายของเรา หลักๆ คือ ค่าเช่าใช้ และค่าน้ำมัน โดยเมื่อครบสัญญาเช่าใช้ เราก็เปลี่ยนไปเช่าใช้รถยนต์คันใหม่ (โดยที่ไม่ต้องวางเงินดาวน์) ทำให้เราใช้รถใหม่อยู่เสมอ หากท่านผู้อ่านใช้งานรถยนต์เป็นประจำ ท่านจะทราบว่า รถยนต์หลังใช้งาน 5 ปี ค่าดูแลรักษารถยนต์จะค่อนข้างสูง ดังนั้นการใช้งานรถยนต์ที่สภาพใหม่ๆจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้น การเช่าใช้รถยนต์ จึงเป็นทา่งเลือกของผู้ใช้รถยนต์รุ่นใหม่ หากท่านสนใจลองติดต่อผู้ให้บริการเช่าใช้รถยนต์ดูได้ครับ


ภาพเปรียบเทียบ การเช่าซื้อ และ การเช่าใช้รถยนต์



  

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

การคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงของ สินเชื่อรถยนต์ (Car loan)

ผมได้นำเสนอการคำนวณสินเชื่อรถยนต์ โดย excel ไปแล้ว ซึ่งในบทความดังกล่าวได้อธิบายถึงโมเดลการคำนวณค่างวดที่ต้องชำระสินเชื่อรถยนต์ไปแล้ว โดยการปรับค่าเงินดาวน์ ดอกเบี้ย หรือจำนวนเดือนที่ต้องผ่อนชำระ เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจเลือกไฟแนนซ์ที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด แต่ในบทความนี้จะขอนำเสนอแบบจำลอง สินเชื่อรถยนต์ อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วสินเชื่อรถยนต์บ้านเรามักจะคิดดอกเบี้ยแบบ Flat rate หรือดอกคงที่ ตามที่ได้อธิบายไปแล้วในเรื่อง การคำนวณสินเชื่อรถยนต์  สมมุติว่า เราหาแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อได้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เหมือน สินเชื่อบ้าน เราควรจะเลือกสินเชื่อแบบไหนดี แนวคิดของเรื่องนี้ ต้องเริ่มจากปรับอัตราดอกเบี้ยแบบ Flat rate ไปเป็นดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ แบบลดต้นลดดอก (effective rate) จากนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบกันได้ มาดูตัวอย่างกัน จากตัวอย่าง สินเขื่อรถยนต์ที่ได้นำเสนอไป  ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้
Flat Rate 6%
เงินต้นสินเชื่อรถยนต์ 675,000 บาท
จำนวนงวดผ่อนชำระ 60 งวด
สรุปเป็นค่างวด 14,625 บาท/งวด

ดอกเบี้ยที่แท้จริงของสินเชื่อรถยนต์ สามารถคำนวณได้โดยสูตร Excel : RATE ซึ่งมีรูปแบบของสูตร Excel ดังนี้

RATE (nper , pmt, pv , [fv] , [type] , [guess])
โดยจากตัวอย่าง 
nper = 60
pmt = -14625
pv = 675000
fv = 0
type = 0  เป็น เงื่อนไข จ่ายต้นงวด หรือจ่ายปลายงวด 1
guess เป็นค่าดอกเบี้ยที่เราเดาขึ้นมาให้ excel ใช้เริ่มต้นคำนวณ

จากข้อมูลดอกเบี้ยที่แท้จริงสามารถคำนวณจากสูตร Excel ได้พิมพ์สูตรดังนี้
RATE(60,-14625,675000,0,0,0.015)*12   (คูณ 12 เพื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยต่อปี)
ผลการคำนวณจะได้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเท่ากับ 10.85%/ปี
สมมุติมีแหล่งเงินกู้หรือสินเชื่อที่ให้อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 9% ต่อปี  จะให้เห็นว่าการเลือกสินเชื่อแบบลดต้นลดดอกจะช่วยประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มากกว่า สินเชื่อรถยนต์ 

จากบทความนี้ หวังว่าผู้อ่านจะนำไปใช้ในการคำนวณสินเชื่อรถยนต์และเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเลือกประเภทสินเชื่อได้ครับ สำหรับการแปลงดอกเบี้ยคงตัว Flat Rate ไปเป็นแบบลดต้นลดดอก สามารถคำนวณได้คร่าวๆ โดยพบว่า ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกจะเท่ากับ 1.8 เท่าของดอกบี้ยแบบ Flat rate ซึ่งจากความสัมพันธ์ดังกล่าว กล่าวได้ว่า ดอกเบี้ยแบบ Flat rate จะมีค่าน้อยกว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง เสมอ แน่นอนครับว่าในการประชาสัมพันธ์ สถาบันการเงินมักจะนำเสนอดอกเบี้ย flat rate เนื่องจากมันดูมีค่าน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้ขอสินเชื่อแบบเรามักจะเคลิ้มไปแล้วซิครับ ยังไงอย่าลืมคูณ 1.8 ก่อนพิจารณาสินเชื่อนะครับ


วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปรียบเทียบการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบต่างๆ

การคิดดอกเบี้ยในการผ่อนชำระของการกู้แบบต่างๆ จะมีวิธีการคิด 2 วิธี ดังนี้ครับ
1. Simple Interest Method เป็นวิธีการคิดแบบ ต้นลดดอกลด  โดยยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือนจะเท่ากันและประกอบไปด้วย เงิน + ดอกเบี้ย โดยจะคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นที่คงค้างเท่านั้น ดังนั้นในงวดแรกๆจะมีดอกเบี้ยมากกว่างวดหลังๆ 
2. Add-ON Method เป็นยอดผ่อนชำระต่อเดือนหาได้จากการนำเงินต้น + ดอกเบี้ยและนำมาหารเฉลี่ย ดังสมการ
                        เงินผ่อนต่อเดือน = (เงินต้น + ดอกเบี้ยจ่ายทั้งหมด)/จำนวนงวดที่ต้องการผ่อน

ทีนี้มาถึงแนวคิดหล่ะครับ ส่วนใหญ่ ดอกเบี้ยแบบ Add-ON Method มักจะดูมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยแบบ Simple Interest Method แต่อย่าลืมว่า อัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 Method มีนิยามที่ไม่เหมือนกัน การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยทั้งสอง Method จะต้องเปรียบเทียบด้วย อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Annual Percentage Rate : APR) ครับ ซึ่งผมขอสรุปดังนี้นะครับ
1. การคิดดอกเบี้ยแบบ Simple Interest Method ค่า APR จะเท่ากับดอกเบี้ยที่ระบุตามสินเชื่อนั้นๆเลยครับ
2. การคิดดอกเบี้ยแบบ Add-ON Method ค่า APR จะมีค่าสูงกว่าดอกเบี้ยที่ระบุ โดยมีสูตรคำนวณโดยประมาณดังนี้

                APR = n(95N+9)I/((12N(N+1)(4P+I))
เมื่อ n คือ จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระใน 1 ปี
N คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนทั้งหมด
I คือ ดอกเบี้ยจ่าย (บาท)
P คือ เงินต้น (บาท)

เรามาดูกันต่อครับ สินเชื่อประเภทใดคิดดอกเบี้ยแบบไหนกันบ้างครับ 
1. Simple Interest Method เช่น การกู้ซื้อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล กู้ตกแต่งบ้าน ฯลฯ
2. Add-ON Method เช่น กู้ซื้อรถยนต์ รถยนต์มือสอง เป็นต้น

แต่จุดมุ่งหมายของบทความนี้คืออยากให้ท่านผู้อ่านหยุดพิจารณาข้อเสนอของสถาบันการเงินต่างๆ ดูก่อนนะครับ ระยะหลังที่พบตามใบปลิวหรือหน้าร้านทองต่างๆ หรือ การแบ่งจ่ายบัตรเครดิตที่เซลล์โทรมาเสนอท่านนะครับ ถ้าไม่ใช่ผ่อนดอกเบี้ย 0% ดอกเบี้ยที่ระบุในคำโฆษณา คือ ดอกเบี้ยประเภท  Add-ON Method ท่านผู้อ่านต้องคำนวณ APR ดูก่อนนะครับก่อนตัดสินใจ ซึ่งดอกเบี้ยที่แท้จริงหากต่ำกว่า 20 -28% ต่อปีก็ถือว่า OK อยู่ครับ ผมได้ทำตัวอย่างแบบจำลองดอกเบี้ย APR จากข้อมูลดอกเบี้ยแบบ Add-ON Method มาเพื่อเป็นตัวอย่าง โดยจะขอยกตัวอย่างการผ่อนทองคำครับ ลองมาดูกันเลย ตามปกติการผ่อนทองคำ จะมีค่าธรรมเนียมการผ่อนเพิ่มขึ้นมาด้วยซึ่งเราจะต้องรวมไว้เป็นดอกเบี้ย (I) ด้วยครับ สมมุติ เราตกลงผ่อนทองคำน้ำหนัก 5 บาท ราคาบาทละ 18,500 บาท(รวมค่ากำเหน็จ) ผ่อน 10 เดือน ดอกเบี้ย 0.55%/เดือน ค่าธรรมเนียม 2.5% ต่อเดือน  มาดูผลการคำนวณ APR จากแบบจำลองใน Excel เลยครับ

download Excel ไฟล์ตัวอย่างการคิดดอกเบี้ยแท้จริงได้เลยครับ

จากแบบจำลองท่านจะเห็นว่า APR ขึ้นอยู่กับจำนวนงวดที่ผ่อนและดอกเบี้ย โดยหากจำนวนงวดเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็จะลดลง แต่อย่าลืม ดอกเบี้ยรวมที่เราต้องจ่ายก็มากขึ้นด้วยครับ ที่สำคัญ ร้านทองโดยส่วนใหญ่หากจำนวนงวดมากกว่า 10 เดือน เขาก็จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก จะเห็นว่าเราก็ได้แต่รู้แต่ยังถึงอย่างไรผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยก็ยังเป็นร้านค้าอยู่ดีครับ แต่หากท่านคำนวณแล้วพบว่ายังต่ำกว่าดอกเบี้ยแบบ ต้นลดดอกลด หากยืนยันจะผ่อนเพื่อเป็นทรัพย์สินก็สุดแล้วแต่ละท่านครับ ที่สำคัญ ค่างวดที่ต้องชำระในแต่ละงวดมีผลกระทบกับ Cash flow ของท่านในแต่ละเดือนหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากครับในการพิจารณาเพิ่มภาระหนี้สินระยะสั้นครับ



วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนี้บัตรเครดิตตัวเลือกลำดับท้ายๆของการบริหารการเงินบุคคล(Credit Card)

หนี้บัตรเครดิตเป็นปัญหาการบริหารการเงินส่วนบุคคลในปัจจุบัน ถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของสังคม และเป็นต้นเหตุของการเป็นหนี้นอกระบบในลำดับถัดมา ในบทความนี้จึงอยากนำเสนอทางเลือกการบริหารหนี้บัตรเครดิตให้กับท่านผู้อ่าน บัตรเครดิตหากเราสามารถชำระหนี้บัตรเครดิตได้ตามกำหนดของสถาบันที่ปล่อยหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิตก็จะเท่ากับ 0 แต่ในสภาพปัจจุบัน แต่หากชำระเงินต้นของหนี้บัตรเครดิตไม่ครบตามใบแจ้งหนี้ ดอกเบี้ยจากหนี้บัตรเครดิตก็จะถูกคำนวณทันที ซึ่งในส่วนดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะถือว่ามากพอสมควร จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา แหล่งสินเชื่อที่เราควรจะพิจารณาก่อนขอสินเชื่อ (ขอเป็นหนี้) หากเรียงลำดับตามอัตราดอกเบี้ยจะสามารถเรียงได้ดังนี้

1. แหล่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินด้านเกษตรกร ดังนั้นหากใครสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อนี้ได้ให้ทำเป็นลำดับแรก (ธกส , สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น)

2. สินเชื่อบ้าน หมายถึงการจำนองบ้านหรือที่ดิน ซึ่งเหมาะกับท่านที่มีสินทรัพย์

3.สินเชื่อบัตรเงินสดหรือสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นแบบลดต้นลดดอก

4.หนี้บัตรเครดิต

5.หนี้นอกระบบ

ความตั้งใจที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็เพียงแต่หวังว่า หากจำเป็นจะต้องเป็นหนี้ ขอให้หนี้บัตรเครดิตเป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายและหากสามารถรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตได้ก็ควรเลือกเป็นหนี้ระยะยาวแทน การเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นทางออกที่ดีกว่าครับ อย่าให้เลยไปถึงหนี้นอกระบบ ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งครับ แต่เหนืออื่นใดหากลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ท่านก็ห่างไกลจากการเป็นหนี้อย่างแน่นอนครับ โชคดีไม่มีหนี้

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตารางช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้เพื่อการบริโภค (Consumer loans Table)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ช่วงนี้หลายท่านประสบปัญหาอุทกภัยทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆสำหรับการฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สิน การขอสินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับท่านที่มีเงินเก็บหรือเงินสำรองไม่พอ หรืออาจจะไม่มีทรัพย์สิน ทั้งนี้การเลือกแหล่งให้สินเชื่อเพื่อการบริโภคเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละท่านก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาคือ เงินต้นที่ต้องการ ระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ บทความนี้เราจะนำเสนอการใช้ excel สร้างตารางเพื่อช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้ ซึ่งจะทำให้ท่านผู้อ่านสามารถประมาณการได้เมื่อต้องไปติดต่อขอสินเชื่อเงินกู้กับแหล่งให้สินเชื่อ ก่อนอื่นมาดูองค์ประกอบของตารางช่วยคำนวณสินเชื่อก่อนครับ โดยเราจะคิดยอดการผ่อนชำระสินเชื่อหรือเงินกู้ที่เงินต้น 1,000 บาท โดยกำหนดให้แถวที่สองในแนวนอนของตารางเป็นจำนวนเดือนในการผ่อนชำระเงินกู้หรือสินเชื่อ หลักแรกของตารางเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือสินเชื่อต่อปี ครับ ดังแสดงในภาพที่ 1

ตารางคำนวณเงินกู้

ภาพที่ 1 รูปแบบตารางคำนวณเงินกู้หรือสินเชื่อ

การใช้สูตร excel ช่วยคำนวณ เราจะใช้สูตร excel : PMT และ ABS ช่วยคำนวณครับ โดย PMT เป็นสูตรช่วยคำนวณหายอดการผ่อนชำระเงินกู้ ABS ช่วยแปลงผลลัพธ์การคำนวณจากสูตร PMT ให้มีค่าเป็นบวก ดังนั้นที่ CELL B3 เราจะคำนวณยอดการผ่อนชำระเงินกู้ได้โดยการเขียนสูตร excel ดังนี้

= ABS(PMT($A3/12,B$2,1000,0,0))

เราสามารถ drag สูตร excel ดังกล่าวครอบคลุมทั้งตารางจะได้ตารางช่วยคำนวณเงินกู้หรือสินเชื่อดังแสดงในภาพที่ 2

ตารางคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้

ภาพที่ 2 ตารางช่วยคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้ (เงินต้น 1,000 บาท)

จากภาพที่ 2 หากท่านต้องการเงินกู้ 20,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ย 28% ต่อปี ระยะเวลาการผ่อนชำระ 24 เดือน ท่านจะต้องผ่อนชำระกับแหล่งสินเชื่อเงินกู้เท่ากับ (20,000/1,000)x54.89 = 1,097.77 บาทต่อเดือน

ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าหากสร้างตารางคำนวณสินเชื่อหรือเงินกู้แล้วทำการพิมพ์ใส่กระดาษเก็บไว้ ท่านผู้อ่านก็จะสามารถคำนวณหายอดผ่อนชำระเงินกู้หรือสินเชื่อได้ทันทีทุกที่ เพราะจากตัวอย่างการคำนวณสินเชื่อท่านผู้อ่านจะเห็นว่าเราเพียงใช้โทรศัพท์มือถือธรรมดาๆก็สามารถคำนวณสินเชื่อให้ท่านผู้อ่านได้แล้วครับ อย่าลืมหลักการขอสินเชื่อของท่านให้ดีนะครับ ยอดผ่อนชำระเงินกู้จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรามีความสามารถในการผ่อนชำระได้ครับ สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แหล่งให้สินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) มีที่ใดบ้าง

สวัสดีครับบทความนี้จะขอนำเสนอแหล่งให้สินเชื่อให้กับท่านผู้อ่านครับ จากที่เราได้กล่าวถึง การคำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภคไปแล้วเช่น สินเชื่อรถยนต์ (Car loans) โดยใช้ excel ช่วยในการคำนวณ โดยทำให้เราทราบการคิดคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ ชนิดของสินเชื่อ ขั้นตอนต่อไปหากท่านผู้อ่านต้องการใช้สินเชื่อ จะมีแหล่งให้สินเชื่อที่ใดบ้าง และเราต้องนำข้อมูลการให้สินเชื่อหรือลักษณะของสินเชื่อของแหล่งให้สินเชื่อต่างๆมาร่วมตัดสินใจในการขอสินเชื่อด้วยครับ ผมขอแบ่งแหล่งให้สินเชื่อจากต้นทุนในการกู้ยืมออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ

1. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมต่ำที่สุด ก็เช่น เงินกู้จากพี่น้อง พ่อแม่ ญาติสนิทหรือเพื่อนๆครับ ซึ่งเงินกู้จากแหล่งสินเชื่อนี้จะมีเงื่อนไขการขอสินเชื่อน้อยมาก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะต่ำหรืออาจไม่มีเลย เนื่องจากเป็นการขอสินเชื่อโดยอาศัยความสนิทสนม ความสัมพันธ์ ความไว้ใจ แต่สิ่งที่ต้องระวังในการขอสินเชื่อลักษณะนี้คือการผิดนัดชำระสินเชื่อ หรือการบาดหมางใจกัน กรณีผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ตามกำหนด แหล่งสินเชื่อลักษณะนี้ผมแนะนำให้เป็นแหล่งสินเชื่อสุดท้ายครับ เพราะเรื่องเงินทองละเอียดอ่อน ไม่ควรนำมาทำลายความสัมพันธ์

2. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมปานกลาง ได้แก่ การขอสินเชื่อจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ และโรงรับจำนำ

2.1 สหกรณ์ออมทรัพย์ จะให้บริการสินเชื่อเฉพาะสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้นโดยมีเงื่อนไขการขอสินเชื่อที่ไม่ยุ่งยากนักโดยมีอัตราดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อค่อนข้างต่ำ

2.2 ธนาคารพาณิชย์ การขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ผู้ขอสินเชื่อจะต้องเป็นลูกค้าเครดิตดี ซึ่งธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลเครดิตของผู้ขอสินเชื่อค่อนข้างละเอียดเพื่อให้มั่นใจในความสามารถชำระสินเชื่อ แต่ดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อจะสูงกว่าสินเชื่อจากสหกรณ์ โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแบบ ลดต้นลดดอก ตัวอย่างของประเภทสินเชื่อที่ธนาคารให้บริการเช่น สินเชื่อบ้าน (Home loans) สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อส่วนบุคคล(Personal loans) เป็นต้น

2.3 โรงรับจำนำ เป็นการให้สินเชื่อที่ต้องมีหลักประกันและเป็นสินเชื่อระยะสั้น โดยอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก

3. สินเชื่อที่มีต้นทุนในการกู้ยืมสูงที่สุด คือการกู้ยืมจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (Finance companies) โดยในส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่เราจะพบในบริการของบริษัทเงินทุนคือ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล โดยบริษัทเงินทุนจะพิจารณาสินเชื่อในเวลาอันสั้นและอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายกว่าธนาคารพาณิชย์แต่ขอเสียคืออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงเนื่องจากบริษัทเงินทุนคิดดอกเบี้ยแบบ Add-on Method

จากที่ได้นำเสนอแหล่งสินเชื่อจากที่ต่างๆ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะเข้าใจและมีข้อมูลในการช่วยตัดสินใจขอสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการบริหารการเงินส่วนบุคคลที่ดี จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีครับ เดี๋ยวเรามาพบกันในบทความต่อไปนะครับ

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

การใช้ excel คำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) ตอนที่ 2

การคำนวณสินเชื่อ โดยใช้ excel ในบทความนี้จะกล่าวต่อเนื่องจากการคำนวณสินเชื่อในบทความที่ผ่านมาครับ โดยจะกล่าวถึงวิธีการคิดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่จ่ายชำระคืนแบบผ่อนชำระ ซึ่งผู้ขอสินเชื่อทั่วไปนิยมใช้บริการจากสถาบันการเงินหรือผู้ให้สินเชื่อ การคำนวณสินเชื่อแบบผ่อนชำระมี 2 วิธี ดังนี้

1. Simple Interest Method เป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระที่มีจำนวนเงินผ่อนชำระเท่ากันทุกงวด โดยเงินที่ผ่อนชำระคืนในแต่ละงวดของสินเชื่อประเภทนี้จะประกอบด้วย เงินต้น และ ดอกเบี้ย การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อวิธีนี้เป็นการคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ค้างชำระเท่านั้น จึงส่งผลให้เงินจำนวนเงินที่ผ่อนชำระในงวดแรกๆมีสัดส่วนของดอกเบี้ยมากกว่างวดหลัง เนื่องจากในงวดแรกๆ ยังมีการชำระเงินต้นไม่มากนักจึงทำให้มียอดหนี้คงค้างสูง การคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบนี้นิยมเรียกว่า การคิดแบบต้นลดดอกลด หรือลดต้นลดดอก การคำนวณดอกเบี้ยและเงินต้นในแต่ละงวดสามารถใช้สูตร excel : PMT ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว ข้อสังเกต การคิดดอกเบี้ยสินเชื่อแบบผ่อนชำระเท่ากันทุกงวดด้วยวิธี Simple Interest Method อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้

2. Add-on Method การคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อด้วยวิธีนี้สามารถหาจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อได้จากการนำเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยจ่ายและนำมาเฉลี่ยเป็นจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดดังสมการต่อไปนี้

จำนวนเงินที่ผ่อนสินเชื่อ = (เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด)/N

เมื่อ N คือ จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อ

การคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง

APR = n(95N + 9)I/(12N(N+1)(4P+I))

เมื่อ

APR คืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง

n คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อใน 1 ปี

N คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระสินเชื่อ

I คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย(บาท)

P คือเงินต้น(บาท)

อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของวิธีการคิดแบบ Add-on Method จะมีค่าสูงกว่าวิธี Simple Interest Method ค่อนข้างมาก ท่านผู้อ่านสามารถใช้ excel ช่วยคำนวณเปรียบเทียบได้ วิธีการคิดดอกเบี้ยแบบ Add-on Method จะพบมากในสินเชื่อรถยนต์ครับ

ในบทความนี้ทุกท่านก็ได้รู้จักวิธีการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อผู้บริโภคได้ครบแล้วนะครับก็หวังว่าแนวคิดหรือวิธีการคำนวณจะช่วยท่านผู้อ่านในการตัดสินใจเลือกใช้สินเชื่อแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสมครับ บทความต่อไปจะนำเสนอข้อดีข้อเสียของแหล่งให้สินเชื่อผู้บริโภคต่อครับ สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

การใช้ excel คำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค (Consumer loans) ตอนที่ 1

การใช้ excel ในบทความนี้ขอนำเสนอการคำนวณสินเชื่อเพื่อการบริโภค ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงมีโอกาสได้สัมผัสกันบ้างแล้ว โดยพบว่ามีความแตกต่างจากบัตรเครดิตอยู่บ้างซึ่งจะกล่าวในคราวต่อไปครับ โดยส่วนใหญ่สินเชื่อเพื่อการบริโภคมักจะถูกใช้ในการไปซื้อของที่มีราคาสูงเช่น สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน หรือนำไปใช้วัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษาต่อ สินเชื่อส่วนบุคคล โดยสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะได้มาในรูปแบบของเงินสดครับ มาดูชนิดของสินเชื่อเพื่อการบริโภคกันก่อนครับ หากแบ่งตามลักษณะการจ่ายชำระคืนสินเชื่อ จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. สินเชื่อที่จ่ายคืนครั้งเดียว (Single payment loans) โดยจะจ่ายคืนครั้งเดียวเมื่อครบกำหนดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยทั่วไปพบว่าจะมีระยะเวลาของสินเชื่อไม่เกิน 1 ปี
  2. สินเชื่อที่จ่ายคืนแบบผ่อนชำระ (Installment loans) เป็นสินเชื่อที่ผู้กู้จะต้องจ่ายชำระคืนเป็นงวดๆ และมักจะพบการกำหนดให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน

หากแบ่งตามหลักประกันในการกู้ยืม จะแบ่งสินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็น 2 ชนิดเช่นกันคือ

  1. สินเชื่อที่มีหลักประกัน (secured loans) เป็นการขอสินเชื่อที่ผู้ขอมีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน หากผู้ขอสินเชื่อไม่สามารถชำระสินเชื่อได้ตามกำหนด จะถูกผู้ให้กู้นำสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกันไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาจ่ายชำระสินเชื่อ เช่น สินเชื่อรถยนต์ ก็มีรถยนต์เป็นหลักประกัน สินเชื่อบ้านก็มีบ้านเป็นหลักประกัน เป็นต้น
  2. สินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Unsecured loans) เป็นการขอสินเชื่อที่ไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นหลักประกัน ซึ่งแน่นอนครับ ดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้จะมีอัตราที่สูงกว่าสินเชื่อชนิดมีหลักประกัน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ไม่ได้รับเงินต้นและดอกเบี้นคืน ตัวอย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล(Personal loans)

มาดูวิธีการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อเพื่อการบริโภค

  1. สินเชื่อจ่ายคืนครั้งเดียว มีวิธีคิดดอกเบี้ย 2 วิธีดังนี้
    1. Simple Interest Method คำนวณดอกเบี้ยดังนี้

ดอกเบี้ย = เงินต้น*อัตราดอกเบี้ย*ระยะเวลากู้คืน (1)

หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ขอสินเชื่อต้องจ่ายจริงสามารถหาได้ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยแท้จริง = 2*n*ดอกเบี้ยที่จ่ายตามสมการที่ 1/(P(N+1) (2)

เมื่อ n คือจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระใน 1 ปี

P คือเงินต้น

N คือ จำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระทั้งหมด

การคิดดอกเบี้ยด้วยวิธี Simple Interest Method อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะมีค่าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ระบุ

2. วิธี Discount การคำนวณดอกเบี้ยจะเหมือนกับวิธี Simple Interest Method แต่แตกต่างกันที่วิธีการนี้ผู้ให้สินเชื่อจะหักดอกเบี้ยไว้ก่อน ซึ่งทำให้ผู้ขอสินเชื่อได้รับเงินจากสินเชื่อไปเท่ากับ เงินต้น – ดอกเบี้ย และเมื่อครบกำหนดผู้ขอสินเชื่อจะต้องชำระสินเชื่อคืนตามจำนวนเงินต้นที่ระบุไว้ เช่น ต้องการยืมเงิน 10,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินไปเท่ากับ 10,000 – 500 = 9,500 และเมื่อครบกำหนดผู้ขอสินเชื่อจะต้องชำระสินเชื่อเป็นเงิน 10,000 บาท (เรียกง่ายๆในวงการหนี้ว่า ดอกหัก)

หากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามสมการที่ 2 จะพบว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของการคิดดอกเบี้ยแบบวิธี Discount จะมีค่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุ

มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะเขียนสูตร excel เพื่อคำนวณดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเพื่อใช้เปรียบเทียบและตัดสินใจในการขอสินเชื่อต่อไปครับ เดี๋ยวบทความต่อไปผมจะมาเล่าถึงการคิดดอกเบี้ยของสินเชื่อชนิดที่จ่ายจ่ายคืนแบบผ่อนชำระต่อไปครับ สวัสดีครับ

ปล สินเชื่อนอกระบบ (เงินกู้นอกระบบ) ก็คิดดอกเบี้ยใน 2 ลักษณะนี้เช่นกัน เพียงแต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดขึ้นมาจะมีค่าสูงกว่าสินเชื่อในระบบซึ่งถูกควบคุมด้วยกฎหมายครับ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์

บทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งมีผลต่อบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกท่าน(เชื่อผมเถอะ) หลังจากสินเชื่อรถยนต์ของท่านผู้อ่านผ่านการอนุมัติแล้ว เรามาดูกันต่อครับว่านอกจากค่างวดสินเชื่อรถยนต์แล้ว เรายังต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อะไรอีกบ้าง มาดูกันเลยครับ จากประสบการณ์โดยตรงนะครับขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายผันแปร

1. ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ

1.1 ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่มูลค่าของรถยนต์ลดลง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาเป็นต้นทุนของรถยนต์ด้วย การคำนวณค่าเสื่อมราคาของรถยนต์สามารถคำนวณได้ง่ายๆ โดยการนำราคาทุนของรถยนต์มาหักด้วยราคาซากและนำมาหารด้วยอายุการใช้งานโดยประมาณของรถยนต์

ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุนรถยนต์ - ราคาซาก) / อายุการใช้งาน

1.2 ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งผู้ที่ซื้อรถยนต์ต้องชำระให้กับไฟแนนท์ รายละเอียดได้นำเสนอไปแล้วในบทความที่ผ่านมา

1.3 เบี้ยประกันภัย ประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์จะต้องทำแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

1.3.1 ประกันภัยบุคคลที่ 3 ตาม พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พศ 2535 ซึ่งจะต้องทำทุกคัน

1.3.2 ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองมากกว่า พรบ ซึ่งไม่ได้ถูกบังคับต้องทำ โดยทั่วไปมีให้เลือก 3 ระดับ คือ ประกันภัยชั้นที่ 1 ประกันภัยชั้นที่ 2 ประกันภัยชั้นที่ 3 โดยประกันภัยชั้นที่ 1 ให้ผลประโยชน์ความคุ้มครองสุงที่สุดแต่แน่นอนเบี้ยประกันก็สูงสุดเช่นกัน โดยทั่วไปผู้ซื้อรถผ่านสินเชื่อรถยนต์มักจะถูกกำหนดให้ทำประกันภัยชั้นที่ 1 ในปีแรก

1.4 ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ จะต้องต่อทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกทุกๆปี โดยค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับประเภทรถ น้ำหนักรถ และอายุการใช้งาน

1.5 อื่นๆ เช่น ค่าเช่าที่จอดรถ จะพบมากในเมืองหลวงครับ ซึ่งเราต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน

2 ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้

2.1 ค่าน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่ายหลัก จะมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน อายุการใช้งาน ผู้ซื้อรถควรจะคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันและบันทึกประกอบการวางแผนค่าใช้จ่าย

2.2 ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม รถยนต์ใหม่จะถูกกำหนดให้เข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะทางและเวลา ให้ระวังระยะทางที่เป็นเลขคู่ เช่น 20,000 , 40,000 กม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูง ล้อยางก็มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี ครึ่ง การซื้อรถยนต์มือ 2 จะมีภาระในส่วนนี้มากกว่ารถยนต์ใหม่

2.3 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าทางด่วน

จะเห็นว่ายังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อื่นๆนอกจากค่าสินเชื่อรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านต้องคำนึงก่อนจะตัดสินใจขอสินเชื่อรถยนต์ครับ ตัวแปรสำคัญที่ท่านต้องควบคุมให้ได้คือค่าใช้จ่ายผันแปร จำพวก ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เป็นต้น ก็หวังว่าข้อมูลที่นำเสนอไปจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านครับ

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การใช้ excel คำนวณสินเชื่อรถยนต์ (How to calculate a car loan)

การใช้ excel ในบทความนี้จะขอนำเสนอ การคำนวณสินเชื่อรถยนต์ (car loan) ครับ สินเชื่อรถยนต์หรือกล่าวกันง่ายๆว่า ค่างวดรถยนต์นั่นเองครับ การคำนวณสินเชื่อรถยนต์จะแตกต่างการคำนวณสินเชื่อซื้อบ้านครับ โดยสินเชื่อรถยนต์จะเป็นการคิดคำนวณแบบทบต้นทบดอก (Flat Rate) ขณะที่การคำนวณสินเชื่อบ้านจะคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) เรามาดูหลักการคำนวณสินเชื่อรถยนต์กันครับ เมื่อท่านต้องการจะเช่าซื้อรถมือ 2 หรือป้ายแดงก็ตามแต่ ไฟแนนซ์รถยนต์จะแจ้งราคารถยนต์ที่เราต้องการจัดสินเชื่อมาให้ครับโดยจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว การคำนวณสินเชื่อรถยนต์ จะเริ่มจากนำเงินดาวน์มาหักลบกับราคาตั้งต้นรวม VAT จากนั้นจะนำเงินต้นที่เหลือมาคำนวณหาดอกเบี้ยตามจำนวนงวดที่ผู้เช่าซื้อต้องการ ค่างวดรถยนต์จะสามารถคำนวณได้โดยนำเงินต้นรวมดอกเบี้ยที่ได้หารด้วยจำนวนงวดผ่อนรถยนต์ มาดูตัวอย่างกันเลยครับ สมมุติ ผมต้องการซื้อรถมือ 2 (โดยปกติราคารถมือ 2 จะถูกกว่า) ราคารถยนต์ตั้งต้นรวม VAT 900,000 บาท หากดอกเบี้ยของสินเชื่อรถมือ 2 เท่ากับ 6.0% และจำนวนงวดที่ต้องการผ่อนจ่ายสินเชื่อรถมือ 2 คันนี้เท่ากับ 60 เดือน เรามาดูการใช้ excel ช่วยคำนวณกันเลย ดังแสดงในภาพที่ 1
สินเชื่อรถยนต์
ภาพที่ 1 การใช้ excel คำนวณสินเชื่อรถยนต์
ท่านผู้อ่านสามารถทดลองเปลี่ยนเงินต้นใน Cell C4 จำนวนงวด เงินดาวน์ และดอกเบี้ยของสินเชื่อรถยนต์ ได้ ซึ่งจะช่วยให้ท่านตัดสินใจเลือกไฟแนนซ์รถยนต์ที่เหมาะสมกับกระเป๋าเงินของท่านผู้อ่านได้ครับ บทส่งท้ายของบทความนี้อยากจะแจ้งท่านผู้อ่านว่า บทความนี้เป็นบทความที่ 100 ของ blog แล้วนะครับ เราจะคัดสรรความรู้ต่างๆที่บางคนอาจรู้หรือบางคนอาจไม่รู้มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านครับเพื่อให้สมกับแนวคิดของเราครับ learning-be เรียนรู้ที่จะเป็นครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความที่เกินร้อยของ blog ครับ สวัสดีครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com