แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รีไฟแนนซ์คืออะไร (Refinancing)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่นำเสนอบทความการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสดไปแล้ว ซึ่งนอกจากการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตแล้ว การรีไฟแนนซ์บ้านก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งท่านผู้อ่านคงได้เห็นความหมายของการรีไฟแนนซ์ไปแล้วบ้าง ในบทความนี้จะขออธิบายความหมายของการรีไฟแนนซ์อีกครั้งครับว่า การรีไฟแนนซ์คืออะไร การรีไฟแนนซ์คือการกู้ยืมเงินก้อนใหม่เพื่อมาชำระคืนหนี้ก้อนเดิม โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้กู้ต้องทำการรีไฟแนนซ์ อาจจะมาจากอัตราดอกเบี้ยในแหล่งกู้เงินอื่นๆลดลง ต้องการปรับระยะเวลาชำระหนี้ให้เหมาะสมกับผู้กู้ หรืออาจจะต้องการรีไฟแนนซ์เนื่องจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่นำไปใช้เป็นหลักประกันมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งทำให้การรีไฟแนนซ์มีโอกาสได้รับวงเงินกู้สูงขึ้น

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการรีไฟแนนซ์คือ การรีไฟแนนซ์จะทำให้มีค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้นได้ เช่นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองกับกรมที่ดินกรณีเป็นที่ดิน ค่าธรรมเนียมต่างๆ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรีไฟแนนซ์บุคคลต้องทำเปรียบเทียบว่าค่างวดผ่อนชำระรายเดือนที่ลดลง จากการรีไฟแนนซ์นั้นจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายสำหรับการรีไฟแนนซ์หรือไม่

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตด้วยบัตรกดเงินสด (Credit card)

วันนี้จะขอนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตอีกวิธีหนึ่ง จากบทความที่ผ่านมาผมได้นำเสนอการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลเข้ามาช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ตรงที่ สินเชื่อบุคคลจะต้องผ่านการอนุมัติจากแหล่งให้สินเชื่อ ซึ่งความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการอนุมัติก็ยังมีอยู่ วันนี้เรามาดูเทคนิคการใช้บัตรกดเงินสดมาช่วยในการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตกันครับ ขอย้ำว่าหนี้บัตรเครดิตที่จะชำระต้องไม่มากเกินไป และบล๊อกผมไม่ได้ส่งเสริมให้ท่านผู้อ่านใช้จ่ายเกินรายได้นะครับ มาดูกันเลยครับ วิธีการนี้จะเหมาะกับพนักงานรายเดือนที่ผมเชื่อว่าจะถูกแหล่งให้สินเชื่อเชิญชวนสมัครบัตรกดเงินสดอยู่แล้ว ผมแนะนำให้มีเก็บไว้ซักใบหนึ่ง การรีไฟแนนซ์จากบัตรกดเงินสดสามารถทำได้โดยง่ายเนื่องจากเราสามารถกดเงินสดจากตู้ ATM มาชำระหนี้บัตรเครดิตได้ทันที เหตุที่แนะนำการใช้บัตรกดเงินสดช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตมีดังนี้

1. ไม่ต้องรอการอนุมัติเหมือนสินเชื่อส่วนบุคคล

2. ยอดชำระขั้นต่ำน้อยกว่าหนี้บัตรเครดิต

3. เราสามารถวางแผนการชำระหนี้บัตรกดเงินสดเป็นแบบระยะยาวได้

ในขณะที่ข้อเสียหรือจุดเสี่ยงที่ท่านผู้อ่านพึงตระหนักของวิธีการนี้คือ

1. ดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดเท่ากับดอกเบี้ยบัตรเครดิต

2. มียอดขั้นต่ำที่ต้องชำระ ซึ่งจะต้องศึกษาถึงความสามารถในการจ่ายขั้นต่ำจากรายได้ของท่านผู้อ่านด้วยครับมิเช่นนั้นจะถูกคิดค่าปรับด้วยครับ

จากที่ผมได้ชี้แจ้งข้อดีข้อเสียของการใช้บัตรกดเงินสดช่วยรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต มีกฏเหล็กที่ผู้เป็นหนี้บัตรเครดิตต้องปฏิบัติคือ ระหว่างช่วงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตห้ามก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอีกครับ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาแบบงูกินหางซึ่งจะทำให้ท่านไม่สามารถหลุดพ้นจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตลงได้ ครับ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตด้วยสินเชื่อบุคคล (Personal loan)

การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาหนี้สินของคนยุคใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด โดยปกติแล้ว หลักการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตให้ได้ประโยชน์ซึ่งได้เคยกล่าวมาแล้วใน blog นี้ แต่จะขอกล่าวอีกครั้ง ว่าสิ่งสำคัญคือท่านต้องชำระคืน 100% ในระยะเวลาที่กำหนดของบัตรเครดิตแต่ละใบครับ ซึ่งจะทำให้ท่านผู้อ่านไม่ต้องเสียดอกเบี้ยบัตรเครดิตซึ่งมีอัตราค่อนข้างสูงประมาณ 28% ต่อปีซึ่งการคำนวณดอกเบี้ยก็สามารถทำได้ง่ายโดยใช้สูตร excel ในปัจจุบันหลายท่านประสบปัญหาในการจ่ายชำระบัตรเครดิตในเงื่อนไขดังกล่าว และเริ่มมีการจ่ายไม่เต็มวงเงินที่ใช้ ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ในงวดถัดมาเราต้องเสียดอกเบี้ยให้กับเจ้าของบัตรเครดิตนั้นครับ และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือเมื่อเริ่มติดค้างเงินต้นและดอกเบี้ยบัตรเครดิตมากขึ้นหลายท่านเริ่มจ่ายในอัตราขั้นต่ำ 10% ซึ่งตรงนี้ทำให้เกินอาการดอกทบต้น ต้นทบดอกมากขึ้นเรื่อยๆ จะสังเกตุว่าปัจจัยที่เราต้องพบกับปัญหานี้ก็คือระยะเวลาในการชำระหนี้สั้นเกินไปและยอดขั้นต่ำที่ต้องชำระ แต่ก็เป็นไปตามกฎของบัตรเครดิตอยู่แล้ว ดังนั้นการแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้บัตรเครดิตก็คือการกู้เงินจากสินเชื่อบุคคลมาชำระหนี้บัตรเครดิตที่ค้างไว้ และเราจะมีภาระกับสินเชื่อบุคคลต่อไปซึ่งการยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปเป็นระยะยาวได้ ซึ่งวิธีการนี้จะเรียกว่า การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต โดยอาศัยช่องทางของสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเปิดช่องให้ท่านกู้เงินได้ในระยะยาว 5 – 6 ปี ได้ ซึ่งจะทำให้ท่านลดภาระในการผ่อนชำระลงได้ แต่ข้อสำคัญนะครับ อย่าปล่อยให้ปัญหาการผ่อนชำระบัตรเครดิตของท่านยืดเยื้อจนท่านติดเครดิตบูโร ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ท่านจะขอสินเชื่อบุคคลผ่านนั้นทำได้ยากมากขึ้น การเลือกสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อส่วนบุคคลนั้นมีหลักการพิจารณาดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับเงินกู้ที่ท่านต้องการและอาจจะมีอัตราที่ต่ำกว่าบัตรเครดิต

2. ระยะเวลาของสินเชื่อ ผมได้นำเสนอวิธีการสร้างตารางการผ่อนชำระสินเชื่อ ซึ่งเราควรจะเลือกระยะเวลาที่เราสามารถผ่อนชำระต่อเดือนได้อย่างพอเพียง และไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตอื่นๆ

3. จำนวนเงินผ่อนชำระต่อเดือนต้องสมดุลกับรายรับรายจ่ายแต่ละเดือน แนะนำว่าควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ครับ

ครับบทความนี้ผมตั้งใจจะนำเสนอวิธีการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตด้วยการขอสินเชื่อเพราะมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ อัตราดอกเบี้ยจะต่ำกว่าบัตรเครดิต แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตรงที่อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็เป็นได้ครับ โดยสถาบันการเงินจะตรวจสอบประวัติของท่านก่อนการอนุมัติสินเชื่ออยู่แล้ว ดังนั้นวิธีการนี้จะเหมาะสำหรับกรณีที่สถานะการเงินของท่านยังไม่วิกฤตมากนักครับ และอีกอย่างหนึ่งท่านผู้อ่านอย่าไปคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่เราต้องจ่ายให้กับแหล่งให้สินเชื่อนะครับ เสียเวลาปล่าวๆ เราต้องทำใจกับดอกเบี้ยก้อนนี้ และสุดท้ายที่สำคัญอย่าสร้างหนี้ก้อนใหม่จากบัตรเครดิตขึ้นมาอีกจนไม่สมดุลกับรายรับรายจ่ายนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

หนี้สินจากบัตรเครดิตหลีกเลี่ยงอย่างไร (Credit Card loan)

บัตรเครดิต เป็นเสมือนกระเป๋าเงินอีกใบของมนุษย์เงินเดือน โดยเป็นช่องทางหนึ่งที่อำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั้งยามปกติและยามฉุกเฉิน แล้วเราต้องรู้อะไรเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่จะใช้บ้างมาดูกันเลยครับ

1. อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆของบัตรเครดิตมีอะไรบ้าง ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งในปัจจุบันเกือบทุกธนาคารจะยกเว้นในปีแรกสำหรับค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนค่าธรรมเนียมแรกเข้าผมยังไม่เคยเจอเรียกเก็บเลย ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีของปีถัดไป ส่วนใหญ่ขอยกเว้นได้หากเรามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต อย่าลืมโทรไปขอยกเว้นด้วยนะครับหากมีใบแจ้งหนี้มา (ที่ผมเคยเจอจะยกเว้นให้ทุกครั้งครับ หากไม่ขอแนะนำให้ยกเลิกการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวซะ)

2. อัตราดอกเบี้ยหากผิดนัดชำระ วิธีการคิดการผิดนัดชำระดอกเบี้ย
หากผ่อนชำระคิดอัตราดอกเบี้ยอย่างไร รอบการตัดบัญชีของบัตรเครดิต(สำคัญมาก เพราะเราจะได้วางแผนการใช้และชำระได้เหมาะสม)

3. บริการเสริมอื่นๆของบัตรเครดิต เช่น มีประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตหรือไม่ มีส่วนลดในการซื้อหรือผ่อนสินค้าและบริการที่ไหนได้บ้าง คะแนนสะสมในการใช้บัตรเครดิตเป็นอย่างไร (ส่วนใหญ่จะเหมือนๆกัน)


คำถามหลังจากทราบข้อกำหนดต่างๆของบัตรเครดิตแล้ว เราจะทำอย่างไรให้สามารถหลีกเลี่ยงหนี้สินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตได้

1. เมื่อกำลังจะใช้บัตรเครดิต ทุกครั้งให้จำไว้เสมอว่าเรากำลังจะเป็นหนี้แล้วและให้บันทึกไว้ในสมุดหรือจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิตในโปรแกรม excel เพื่อจะได้ทราบว่าหนี้ที่เราก่อขึ้นจะมีกำหนดชำระเมื่อไหร่และในแต่ละเดือนรูดบัตรเครดิตไปเท่าไหร่แล้วมีเงินพอจ่ายอีกหรือไม่หากจะรูดอีก การทำบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิต จึงเป็นการช่วยเตือนตัวเราเองเมื่อจะใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง
2. บางกรณีไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตควรใช้เงินสดในการชำระบ้าง อย่าคิดว่าเก็บเงินสดไว้ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถรูดบัตรเครดิตได้เท่านั้น เพราะบางครั้งพอถึงเวลาชำระหนี้สินบัตรเครดิต เงินสดที่เรากันไว้สำหรับชำระหนี้สินบัตรเครดิตอาจจะหมดไปแล้ว ยอดหนี้บัตรเครดิตก็จะเพิ่มขึ้นอีก หากผิดนัดชำระต้องเสียดอกเบี้ยอีกด้วย
3. ทำบัญชีรายรับรายจ่ายเงินสดและบัญชีรายรับรายจ่ายบัตรเครดิตไว้เพื่อจะได้กำหนดวงเงินในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของแต่ละเดือน โดยที่เราสามารถชำระได้ตามกำหนดเวลาและต้องคำนึงถึงหนี้สินอื่นๆที่ต้องผ่อนชำระด้วยครับ
4. ไม่ควรใช้บัตรเครดิตเกิน 2 ใบ ในแต่ละเดือนเพราะจะช่วยให้เราบริหารจัดการเรื่องการชำระหนี้ได้ง่าย
5. อย่าลืมเก็บสลิปในการใช้บัตรเครดิตไว้ทุกๆครั้ง
6. ติดตามใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตทุกเดือน หากไม่ได้ต้องรีบติดต่อธนาคาร เพื่อป้องกันการผิดชำระหนี้สิน(อย่าลืมอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตสูงมาก) โดยทั่วไปหากใบแจ้งไม่มาให้เราโทรตรวจสอบยอดกับธนาคารและอาจจะโหลดแบบฟอร์มการชำระหนี้จากธนาคารเพื่อชำระหนี้ครับ อย่านิ่งเฉย ดอกเบี้ยมันแพงขอย้ำ
7. กรณีที่มีปัญหาในการชำระหนี้บัตรเครดิต พยายามชำระให้ได้มากที่สุดในแต่ละงวดเพราะผมบอกแล้ว ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงมากและคิดเป็นรายวันครับ ดังนั้นหากมีเงินก้อนเข้ามารีบชำระโดยด่วนครับ โดยใช้แบบฟอร์มการชำระหนี้ของธนาคารครับ อย่ารอใบแจ้งหนี้ครับ เพราะเค้าคิดดอกเบี้ยเป็นรายวันครับ รีบชำระให้เร็วที่สุด
8. การใช้บัตรเครดิตเบิกเงินสดล่วงหน้า ใช้ในกรณีจำเป็นจริงๆครับเพราะจะมีค่าธรรมเนียมของธนาคารอีกแล้วที่เราต้องจ่าย


อย่างไรก็ตามหากท่านผู้อ่านระมัดระวังการใช้จ่าย อย่าใช้เงินเกินตัว ให้เหมาะสมกับฐานะการเงินและทำบัญชีรายรับรายจ่ายตามที่เคยนำเสนอไปแล้ว การเป็น
หนี้บัตรเครดิตของเราก็จะเป็นหนี้แบบรายเดือนแบบดอกเบี้ย 0 % นะครับ สวัสดีครับ

Yahoo bot last visit powered by  Ybotvisit.com