วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
ข้อดีของ การเช่าใช้รถยนต์ แนวทางใหม่ของผู้ใช้รถยนต์ (Advantages of rental car)
วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
การจัดการความเสี่ยง ด้วยการประกันภัย(insurance)
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่า ภาวะน้ำท่วมเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เรามาดูความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเรากันครับ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นก็เช่น ความพิการ ความตาย การสูญเสียทรัพย์สินและรายได้ เป็นต้น ไม่มีใครจะทราบได้ว่าเราจะประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตเมื่อใด จะตกงานหรือจะโดนไล่ออกตอนไหน (ขณะนี้มีบางบริษัทก็จ่ายเงินช่วงหยุดงานลดลง หรือไม่จ่ายเลยก็เป็นได้ตามกฎหมาย) โดยทั่วไปวิธีในการจัดการความเสี่ยง 4 วิธี ได้แก่
- การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หมายถึง การหลีกเลี่ยงไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดเสี่ยง เช่น หากว่ายน้ำไม่เป็นก็ควรจะอพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมเป็นต้น วิธีการจัดการดังกล่าวเป็นวิธีจัดการที่ง่ายแต่มีข้อจำกัด เนื่องจากทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะความตาย
- การลดความเสี่ยง เป็นการลดความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงนั้นลง เช่นหากกังวลเรื่องการเจ็บป่วยเราก็ควรจะทำการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่เสมอ
- การยอมรับความเสี่ยง คือการที่เรายอมรับความเสี่ยงไว้เอง เห็นได้ชัดเช่น ความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมที่เราประสบ คนส่วนใหญ่คิดว่าน้ำท่วมมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก จึงยอมรับความเสี่ยงไว้เอง
- การโอนความเสี่ยง คือการโอนความเสี่ยงไปให้กับคนอื่น โดยการโอนความเสี่ยงสามารถโอนให้กับบุคคลได้ 2 กลุ่ม เช่น บริษัทประกันภัย หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทประกันภัย อย่างไรก็ดีการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่นก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นบริษัทประกันภัย จะเรียกว่า เบี้ยประกันภัย แต่หากเป็นกล่มที่มิใช่บริษัทประกันภัยจะเรียกว่า คู่สัญญาในการทำสัญญา โดยทั่วไปแล้ว บุคคลทั่วไปนิยมโอนความเสี่ยงให้กับบริษัทประกันภัย
ครับจากที่ได้กล่าวมาแล้วท่านผู้อ่านคงจะเห็นว่าการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการโอนความเสี่ยงให้กับบุคคลอื่น ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นบริษัทประกันภัย การประกันภัยมีหลายรูปแบบ เช่นการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ ซึ่งเราทุกคนมีความจำเป็นต้องจัดการความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับเรา เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นความจำเป็นของการประกันภัยครับ เพราะเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเยอะมากเหลือเกิน
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์
บทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ ซึ่งมีผลต่อบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกท่าน(เชื่อผมเถอะ) หลังจากสินเชื่อรถยนต์ของท่านผู้อ่านผ่านการอนุมัติแล้ว เรามาดูกันต่อครับว่านอกจากค่างวดสินเชื่อรถยนต์แล้ว เรายังต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อะไรอีกบ้าง มาดูกันเลยครับ จากประสบการณ์โดยตรงนะครับขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท คือ ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายผันแปร
1. ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ
1.1 ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่มูลค่าของรถยนต์ลดลง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาเป็นต้นทุนของรถยนต์ด้วย การคำนวณค่าเสื่อมราคาของรถยนต์สามารถคำนวณได้ง่ายๆ โดยการนำราคาทุนของรถยนต์มาหักด้วยราคาซากและนำมาหารด้วยอายุการใช้งานโดยประมาณของรถยนต์
ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุนรถยนต์ - ราคาซาก) / อายุการใช้งาน
1.2 ค่างวดผ่อนชำระของสินเชื่อรถยนต์ เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ซึ่งผู้ที่ซื้อรถยนต์ต้องชำระให้กับไฟแนนท์ รายละเอียดได้นำเสนอไปแล้วในบทความที่ผ่านมา
1.3 เบี้ยประกันภัย ประกันภัยที่เจ้าของรถยนต์จะต้องทำแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
1.3.1 ประกันภัยบุคคลที่ 3 ตาม พรบ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พศ 2535 ซึ่งจะต้องทำทุกคัน
1.3.2 ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองมากกว่า พรบ ซึ่งไม่ได้ถูกบังคับต้องทำ โดยทั่วไปมีให้เลือก 3 ระดับ คือ ประกันภัยชั้นที่ 1 ประกันภัยชั้นที่ 2 ประกันภัยชั้นที่ 3 โดยประกันภัยชั้นที่ 1 ให้ผลประโยชน์ความคุ้มครองสุงที่สุดแต่แน่นอนเบี้ยประกันก็สูงสุดเช่นกัน โดยทั่วไปผู้ซื้อรถผ่านสินเชื่อรถยนต์มักจะถูกกำหนดให้ทำประกันภัยชั้นที่ 1 ในปีแรก
1.4 ค่าธรรมเนียมต่อทะเบียนรถ จะต้องต่อทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกทุกๆปี โดยค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับประเภทรถ น้ำหนักรถ และอายุการใช้งาน
1.5 อื่นๆ เช่น ค่าเช่าที่จอดรถ จะพบมากในเมืองหลวงครับ ซึ่งเราต้องจ่ายเป็นประจำทุกเดือน
2 ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้
2.1 ค่าน้ำมัน เป็นค่าใช้จ่ายหลัก จะมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะทางการใช้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน อายุการใช้งาน ผู้ซื้อรถควรจะคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันและบันทึกประกอบการวางแผนค่าใช้จ่าย
2.2 ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม รถยนต์ใหม่จะถูกกำหนดให้เข้ารับการบำรุงรักษาตามระยะทางและเวลา ให้ระวังระยะทางที่เป็นเลขคู่ เช่น 20,000 , 40,000 กม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูง ล้อยางก็มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี ครึ่ง การซื้อรถยนต์มือ 2 จะมีภาระในส่วนนี้มากกว่ารถยนต์ใหม่
2.3 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าทางด่วน
จะเห็นว่ายังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์อื่นๆนอกจากค่าสินเชื่อรถยนต์ที่ท่านผู้อ่านต้องคำนึงก่อนจะตัดสินใจขอสินเชื่อรถยนต์ครับ ตัวแปรสำคัญที่ท่านต้องควบคุมให้ได้คือค่าใช้จ่ายผันแปร จำพวก ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เป็นต้น ก็หวังว่าข้อมูลที่นำเสนอไปจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านครับ
